9 วันในศรีลังกา ตอนที่ 2 : ราตรีสวัสดิ์โคลัมโบ

9 วันในศรีลังกา ตอนที่ 2 : ราตรีสวัสดิ์โคลัมโบ

วันแรกใน Colombo หมดลงอย่างรวดเร็วกับการหาที่พัก บ้านเลขที่ไม่ได้เรียงกันแถมยังมี A B C เข้ามาเพิ่มอีก ใน website บอกบ้านเลขที่ 16 แต่เราเจอแค่ 16A ถามคนแถวนั้นก็ไม่มีใครรู้จักเลย โชคดีที่เราซื้อซิมไว้เลยลองโทรศัพท์หาเบอร์ที่เค้าให้ไว้แต่กลับติดต่อไม่ได้ โทรไปโผล่ต่างประเทศเฉยเลย กะว่าจะส่งเมลถามก็บังเอิญเจอเบอร์ติดต่ออีกเบอร์ตรงอีเมลที่เคยคุยไว้ก่อนหน้านี้เลยลองโทรดู สรุปก็คือบ้านหลังที่ 16A นั่นแหละ ฮ่าๆ วางของเสร็จสรรพเรียบร้อยก็ออกไปหาข้าวเย็นกินกัน มุ่งมั่นหาร้านอาหารพื้นเมืองศรีลังกาเท่านั้น เดินผ่านร้านพิซซ่าที่ตกแต่งอย่างสวยหรูก็เชิ่ดใส่ เดินไปเรื่อยๆก็เจอร้านอาหารเล็กๆร้านหนึ่ง มีโรตีแป้งเปล่า แกงเครื่องเทศต่างๆ และโรตีทอดทำเป็นรูปสามเหลี่ยมสอดไส้ด้วยมันฝรั่ง ไก่บด พริก และพริกไทย (Samosa) เรากินโรตีกับ Chicken curry ที่มีแต่วิญญาณไก่ชิ้นเล็กๆเท่านั้น เช้าวันต่อมา… เราตื่นมาพร้อมกับอาหารเช้าที่เจ้าของบ้านได้เตรียมไว้ให้เป็นข้าวที่หุงกับนม และ “ดาล” ถั่วต้มเหลวๆ พี่นี่เศร้าใจมากโหยหาเนื้อสัตว์ เลยได้แต่กินหนมปังทาเนยและปลอบใจตัวเองด้วยชานมซีลอน

วันนี้เราจะไปที่วัดเกลานี (Kelaniya Raja Maha Vihara) ที่เห็นจากรายการโปรดของเรา “หนังพาไป” ไปมา วัดแห่งนี้มีต้นโพธิ์ต้นใหญ่มากที่เชื่อกันว่าเป็นต้นที่ได้รับกิ่งมาปลูกจากต้นโพธิ์ที่อินเดีย ที่ที่พระพุทธเจ้าได้นั่งได้สมาธิและตรัสรู้ที่นั่น เราอยากลองเดินทางโดยรถเมล์เลยถามเจ้าของบ้านได้ความว่าต้องนั่งรถเมล์สาย 135 เดินจากที่พักไปที่สถานีที่ใกล้ที่สุด ลองถามคนบนรถเมล์อีกที เค้าบอกให้เราลงและชี้ให้ข้ามไปรออีกฝั่ง หลังจากที่ขึ้นรถเมล์แล้ว ตั๋วรถเมล์เมินไม่ยอมเก็บตังค์เราซะงั้น แต่ก็พยายามบอกชื่อวัดที่จะไปและยื่นเงินให้เค้าถึงยอมรับเงิน นั่งกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ ปรากฏว่ารถเมล์กลับไปจอดที่อู่ เราเลยถาม 2 สาวศรีลังกาที่เพิ่งลงรถ เค้าช่วยถามคนขับรถเมล์ให้ สรุปเราต้องต่อรถ ไปขึ้นรถสายเดียวกันแต่คนละคันแทน สรุปคือขึ้นผิดฝั่งตั้งแต่แรก ครั้งนี้เราดูแผนที่ถี่ขึ้น พอใกล้ถึงก็ลงเดิน… อากาศร้อนมาก สิ่งแรกที่ทำคือหาซื้อโค้กดับร้อนกันคนละขวด

ธรรมเนียมของวัดที่นี่ต้องถอดรองเท้าตั้งแต่ประตูทางเข้าวัดกันเลยทีเดียว พื้นเป็นทราย ผู้คนใส่ชุดขาวมากมายนั่งสวดมนตร์รายล้อมต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์ที่คนที่นี่นับถือเป็นดั่งตัวแทนของพระพุทธเจ้าครั้นสมัยก่อนยังไม่มีการหล่อรูปพระพุทธรูปให้เคารพบูชา เราเก็บใบโพธิ์ที่ร่วงหล่นลงมาเป็นที่ระลึก ทับไว้ในหนังสือให้แห้ง 1 ใบของเราเอง และอีก 1 ใบให้แม่ ผู้คนนำดอกไม้มาวางเรียงรอบๆต้นไม้และต่อแถวนำน้ำในโถไปรดที่พระพุทธรูปใต้ต้นไม้ ผู้คนที่นี่ต่างยิ้มให้หากเราบังเอิญไปสบตาเข้า ตัวอาคารวัดทำมาจากหินทราย ภายในมีจิตรกรรมเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและเทพเจ้าของฮินดูด้วย เราเดินเข้าไปในวัดจะมีพระนอนอยู่ด้านข้าง ผู้คนนำดอกไม้ไปวางสักการะ มีชายคนนึงเดินเข้ามาและชวนให้เราไปดูที่มุมเล็กๆมุมหนึ่งที่มีผ้าคลุมไว้ เค้าเปิดผ้าให้เราดูเป็นเทพเจ้าฮินดูร่างสีฟ้าขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ หลังจากนั้นก็ค่อยๆมีแม่ๆพากันอุ้มลูกมาวางไว้ที่แท่นทองด้านหน้า แล้วนำเงินมาถวาย ครอบครัวแล้วครอบครัวเล่าค่อยๆทยอยกันเข้ามาบูชา เพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ลูกๆของพวกเค้า

นั่งรถเมล์จากวัดกลับเข้ามาในเมือง รถมาจอดที่ตลาดเราเลยลงเดินเล่นกัน ที่นี่เป็นตลาดขายเสื้อผ้าของจุกจิกแบบบ้านเรา เดินไปเรื่อยๆก็เห็นไก่ย่างเป็นตัวๆวางเรียงอยู่ที่กระจกหน้าร้าน ด้วยความโหยหาเนื้อสัตว์มาก พี่นี่รีบตรงดิ่งเข้าไปในร้านแทบไม่ทัน “ไก่ย่างงงงงงงงจ๋าพี่มาแล้ว” เราสั่ง Chicken briyani มากิน มื้อนี้เป็นมื้อที่โคตรอร่อยหลังจากผ่านมังสวิรัตน์มา 2 มื้อ ฮ่าๆ เดินไปเดินมาผ่านร้านขายของต่างๆ ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ผ้าขนหนู คนจับกลุ่มกันเล่นกีฬาคริกเกต (Cricket) อยู่ตามตรอกซอกซอย เดินผ่านรถเข็นน้ำขายมะพร้าวเลยซื้อดื่มดับกระหาย มะพร้าวที่นี่ไม่มีเนื้ออ่อนด้านในให้ตักกินได้ง่ายๆเหมือนมะพร้าวบ้านเรา หนาหน่อยแต่มะพร้าวก็เป็นส่วนประกอบหลักของอาหารหลายๆมื้อที่เรากิน

เราจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ด้วยรถไฟจากสถานี “Colombo Fort” เพื่อไปเมืองที่ชื่อว่า Sigiriya สถานีรถไฟที่ใกล้เมืองนี้ที่สุดคือ “Habarana” อยากแนะนำให้ดาวน์โหลดแอพนี้ไว้ใช้กัน “SL Railway” ฟรีไม่ต้องเสียตังค์ มีประโยชน์อย่างมากในการเดินทางด้วยรถไฟในศรีลังกา จากการถามพนักงาน สามารถซื้อตั๋วก่อนขึ้นรถไฟได้เลยในวันพรุ่งนี้ ไม่มีให้จองล่วงหน้า

ลองเปิด map ดูจะเห็นว่ารางรถไฟนี่เรียบไปตามขอบชายหาดยาวไปหลายสถานี เราเลยจิ้ม 1 สถานีและซื้อตั๋วเพราะอยากนั่งรถไฟเลาะไปตามชายหาด รถไฟ 3rd class จะเป็นเก้าอี้เบาะที่นั่งได้ประมาณ 3 คนต่อฝั่ง นั่งได้สบาย ราคาแค่ 5 บาทเท่านั้น! รถไฟวิ่งไปเรื่อยๆจนค่อยๆเห็นทะเล รางรถไฟนี่อยู่ติดกับทะเลเลย ระหว่างทางก็จะเห็นผู้คนกำลังเล่นน้ำ นั่งเล่นริมทะเล หมู่บ้านริมทะเล โรงแรม ร้านอาหารริมทะเล รถไฟไม่ได้จอดทุกสถานี แล้วก็ไม่ได้จอดสถานีที่เราซื้อตั๋วปลายทางไว้เช่นกัน แย่แล้ว เราเลยเลือกที่จะลงสถานีต่อไปทันที เพราะไม่รู้ว่ารถไฟจะจอดอีกที่สถานีไหน ถ้าไกลเกินไปจะกลัวจะกลับเข้าตัวเมืองลำบาก ออกมาปุ๊ป อีกไม่กี่นาทีเท่านั้นก็จะเป็นเวลาของรถไฟรอบสุดท้าย เราชั่งใจอยู่ซักพักว่าจะหันกลับไปนั่งรถไฟเพื่อกลับเลยหรือไหนๆมาถึงที่นี่แล้วก็แวะไปดูพระอาทิตย์ตกริมทะเลก่อนแล้วค่อยหาวิธีกลับเอาทีหลัง จากการที่นั่งรถไฟมาตลอดทาง แล้วเห็นคนเค้าชิวริมทะเลกัน เลยตัดสินใจหันหลังให้กลับรถไฟรอบสุดท้าย แล้วไปหาชายหาดดีฟ่าาา คนที่ชายหาดเยอะมาก ผู้คนที่นี่ได้ใช้ชายหาดเป็นพื้นที่สาธารณะที่เพื่อผ่อนคลายกันอย่างแท้จริง คนเล่นว่าวริมชายหาดที่นี่เยอะแยะเต็มไปหมด

เรามาทันเวลาพระอาทิตย์ตกที่นี่พอดี นั่งบนพื้นทรายจ้องมองพระอาทิตย์ลับตาจนฟ้าเริ่มมืด ได้เวลากลับแล้ว เราต้องกลับเข้าตัวเมืองด้วยรถเมล์ ใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมงกว่าจะถึง ในขณะที่รถไฟใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที จะไม่ให้ชอบนั่งรถไฟที่นี่ได้ไง รถขับผ่านแถว Galle face green ซึ่งเป็นชายหาดในตัวเมือง เราหิวกันมากเลยแวะลงที่นี่เพื่อหาอะไรกินกัน มองไปข้างๆมีโรงแรมหรูหราตั้งอยู่อย่าง Hilton และ Shangrila และเห็นว่ากำลังสร้างตึกเพิ่มเติมอยู่ ที่ริมชายหาดมีร้านขายอาหารคล้ายๆกันตั้งอยู่เรียงรายตลอดชายหาด เราหิวกันมากเลยแวะที่ร้านนึง เพราะไม่ว่าร้านไหนก็ขายอาหารคล้ายกันหมด เราผู้โหยหาเนื้อสัตว์เห็นกุ้งย่างทั้งเปลือกกรอบๆวางอยู่ ก็เลยชี้ไปที่กุ้งตัวใหญ่ๆ 1 ไม้แต่ปรากฏว่านางทำเป็นข้าวผัดกุ้งมาให้จานเบอเริ่ม กินกันจนอิ่มหนำสำราญ แต่สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเราอดน้อยใจไม่ได้เลยคือทุกครั้งที่เราพยายามจะซื้อน้ำหรือโค้กของร้านที่อยู่ข้างๆเจ้าของร้านข้าวจะรีบเดินตรงดิ่งมาที่ร้านขายน้ำเพื่อพูดอะไรซักอย่าง แล้วเราก็ได้สไปร์ทมาในราคาเกือบ 30 บาท ค่าอาหารก็น่าจะโดนบวกเพิ่มแต่ก็ยังอยู่ในราคาที่พอรับได้ เลยได้บทเรียนว่าคราวหลังควรถามราคาก่อนซื้อทุกครั้ง เราเดินเล่นริมชายหาดซักพักก็เรียกตุ๊กๆกลับที่พักกัน ลุยมาตั้งแต่ 10 โมงยัน 4 ทุ่ม คุ้มมากวันนี้ รีบเข้านอนเพราะต้องรีบไปให้ทันรถไฟเช้าตรู่พรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์โคลัมโบ..

อ่านก่อนหน้าได้ที่นี่: ตอนที่ 1 : ก่อนออกเดินทาง

อ่านต่อได้ที่นี่: ตอนที่ 3 : บ้านต้นไม้ที่สิกิริยา

2 Comments