คริสเทเนีย (Christiania) ชุมชนอิสระ ณ ใจกลางกรุงโคเพนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก

คริสเทเนีย (Christiania) ชุมชนอิสระ ณ ใจกลางกรุงโคเพนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก

คริสเทเนีย (Christiania) เป็นชื่อของชุมชนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในใจกลางกรุงโคเพนเฮเกน (Copenhagen) เมืองหลวงของประเทศเดนมาร์ก (Denmark) ประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลกในปี 2019 ที่เพิ่งผ่านมานี้ เราได้ยินชื่อของที่นี่ครั้งแรกจากรายการโปรดอย่างรายการพื้นที่ชีวิต (Life Explorer) ในตอน คริสเทเนีย วิถีเสรีชน ที่ได้เล่าเรื่องราวของสถานที่ ผู้คน และวิถีชีวิตของพวกเขาในชุมชนอิสระแห่งนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจ ที่ๆให้ความสำคัญอย่างมากต่อ “อิสรภาพ” ในการใช้ชีวิต

คริสเทเนีย (Christiania)
ทางเข้าคริสเทเนียจากบริเวณด้านหลัง ใกล้กับทะเลสาบ

คำพูดนึงของคุณเอเมอร์ริค ชาวคริสเทเนียคนนึงที่เราได้ฟังจากวิดีโอตอนนั้นที่เราชอบมาก นั่นก็คือ “ผมไม่เห็นด้วยกับการยึดถือครอบครอง อากาศ น้ำ และผืนแผ่นดิน นั่นเป็นแนวคิดที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง การที่ใครก็ตามถือสิทธิ์เป็นเจ้าของแผ่นดินผืนนี้ ผืนนั้น เป็นเรื่องที่แย่มาก และผมเห็นว่าระบบที่ธุรกิจการค้า การตลาดกำลังเป็นพระเจ้าดังที่เป็นอยู่ในสังคมตะวันตก เป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง และสิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ทำลายเราทั้งหมดในที่สุด เพราะเรากำลังวัดทุกอย่างด้วยเงิน ถ้าเราวัดสิ่งต่างๆด้วยเงิน เราก็จะปิดโอกาสของหัวใจ เราควรจะวัดความสำเร็จของกิจกรรมต่างๆโดยดูว่าสิ่งนั้นมันดีกับชุมชน สังคม หรือช่วยทำให้โลกใบนี้อยู่รอดปลอดภัยมากขึ้นไหม ปัจจุบันเงินส่วนใหญ่มาจากการขุดเจาะผืนดิน สูบเอาน้ำมัน เอาน้ำ ทำให้ทุกอย่างเน่าเสีย เสร็จแล้วก็โยนทิ้งไป ขุดน้ำมันขึ้น ใส่เข้าไปในรถยนต์แล้วพ่นไอเสียออกมาในอากาศ นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมของเรา ทั้งหมดเป็นผลมาจากกรอบความคิดเรื่องเงินและกรรมสิทธิ์ที่ผิดพลาด ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องคิดหาหนทางใหม่”

คริสเทเนีย (Christiania)

ป้ายทางเข้าด้านหน้าของคริสเทเนีย (Christiania) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะของอินเดียนแดง ด้วยความรักที่มีต่อธรรมชาติของชนเผ่าอินเดียนแดง เชื่อว่าธรรมชาติเป็นพี่น้องของเรา เราควรดูแลธรรมชาติเหมือนดูแลพี่น้องของเรา คนในคริสเทเนียเองก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ไม่แพ้กัน พวกเขาเชื่อเหมือนกันว่าที่ดินไม่ใช่สิ่งที่ควรซื้อขายกันได้ พื้นที่แห่งนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เราต่างมาอยู่กันเพียงแค่ชั่วคราวแล้วก็จากไปเท่านั้น

คริสเทเนีย (Christiania) เลยเป็นที่ๆเราฝันว่าอยากจะไปเห็นด้วยตัวเองซักครั้ง อยากมาเที่ยวคริสเทเนีย (Christiania) แม้ที่นี่จะไม่ใช่ที่ๆมีความสวยงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ไม่มีอาหารชื่อดังที่ห้ามพลาดเมื่อได้มาเยือน ไม่มีมุมเก๋ให้ได้ถ่ายรูปคู่ด้วย แต่ที่นี่ให้อย่างอื่นในแบบที่ที่อื่นให้ไม่ได้ นั่นก็คือความรู้สึก “อิสระ” แม้เป็นแค่เพียงผู้มาเยือนก็ตาม ที่นี่เป็นพื้นที่ของตึกรกร้างใจกลางเมืองโคเพนเฮเกนที่เคยถูกใช้เป็นค่ายทหารมาก่อน ถูกฮิปปี้รุ่นเดอะเข้ามาใช้เป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 ประกาศตนเป็นพื้นที่ที่ขอไม่ขึ้นต่อใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเดนมาร์กหรือ EU

เห็นสัญลักษณ์นี้อยู่ที่ทางเข้าก็เป็นงงว่า Christiania เป็นมรดกโลกด้วย? เพราะลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับมรดกโลกในเดนมาร์กดูกลับไม่เห็นรายชื่อของคริสเทเนียรวมอยู่ในนั้นด้วย หรือใครอาจจะแกล้งเอามาติดไว้?

พวกเขาขอปกครองตนเองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบเล็กๆในชุมชน ผ่านการประชุมที่เรียกได้ว่า เป็นการพบเจอกัน พูดคุยและแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนกันซะมากกว่า ที่นี่ไม่มีผู้นำ เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีใครมาปกครองหรือแสดงตนว่าอยู่เหนือกว่าใคร แต่เป็นการฟังเสียงทุกเสียงของทุกคน ก่อนที่จะทำการตกลงเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงใดๆในพื้นที่นี้ ซึ่งทุกคนจะต้องตอบตกลงว่าเห็นด้วยซะก่อน หากมีคนที่ยังไม่เห็นด้วย ก็ต้องมีการพูดคุยกันต่อจนกว่าจะได้ข้อสรุปออกมา หากมีเสียงใดเสียงหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยจริงๆต่อส่วนรวม ก็อาจจะต้องถูกเชิญออกจากชุมชนแห่งนี้ เพราะคริสเทเนียอาจไม่ใช่ที่ๆเหมาะสำหรับเขาคนนั้นจริงๆ

ภาพของกราฟิตี้ในคริสเทเนีย (Christiania) ตึกต่างๆถูกเพ้นท์อย่างอิสระด้วยกราฟิตี้ที่บ่งบอกถึงความสำคัญของ ‘อิสรภาพ’ สำหรับพวกเขา

ก่อนที่จะเดินทางจากประเทศไทยมาเที่ยวยุโรปครั้งแรกในครั้งนี้ เราเลยไม่พลาดที่จะเพิ่มคริสเทเนีย (Christiania) เป็นหนึ่งในจุดหมายของการเดินทางในทริปครั้งนี้ด้วย แถมแวะซื้อหนังสือ “ความฝันที่มั่นสุดท้าย” ของนักเขียนคนโปรดอย่าง นิ้วกลม (Rounfinger) ที่ได้เขียนไว้ถึงตอนที่เขาได้เดินทางมาทำสารคดีให้กับรายการพื้นที่ชีวิตที่นี่

ความฝันที่มั่นสุดท้าย นิ้วกลม
พาหนังสือ “ความฝันที่มั่นสุดท้าย” มาเที่ยว Christiania ด้วย 😊

เราตั้งใจพกหนังสือเล่มนี้มาอ่านที่คริสเทเนีย (Christiania) จะได้เรียนรู้เรื่องราวของสถานที่แห่งนี้ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น การอ่านหนังสือเล่มนี้ที่นี่ ทำให้เรามีความสุขมาก เพราะเหมือนกับว่าเราเองก็ได้สัมผัสเรื่องราวที่ถูกเขียนไว้ในหนังสือ กับช่วงเวลาตรงหน้าของตัวเองตอนนั้นจริงๆด้วย สถานที่ไหนที่พี่เอ๋ นิ้วกลมได้ถ่ายรูปและพูดถึงไว้ในหนังสือเล่มนี้ พอเราเดินผ่านแล้วบังเอิญไปเจอบ้างก็ตื่นเต้นดีใจ เหมือนเหล่าแฟนคลับของดาราหรือซีรีส์ที่ได้มาตามรอยสถานที่ถ่ายทำของซีรีส์ที่ชอบแล้วก็อิน ฟินขึ้นมา

คริสเทเนีย (Christiania)

คริสเทเนีย (Christiania) เองก็ได้มีการคิดค้นธงชาติของตัวเองขึ้นมาด้วย เราสังเกตเห็นบ้านหลายๆหลังในคริสเทเนียก็จะถูกประดับด้วยธงชาตินี้ไว้หน้าบ้าน และยังเป็นสัญลักษณ์ที่เห็นได้อยู่แทบจะทั่วทุกมุมของคริสเทเนียเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือผืนธงที่มีสีแดงและจุด 3 จุดสีเหลืองที่อยู่ตรงกลาง เป็นตัวแทนของตัวอักษรแต่ละพยางค์ในชื่อของคริสเทเนีย (Christiania) ส่วนสีเหลืองกับแดงนั้น เป็นสีที่คนเห็นถูกเพ้นท์ไว้เมื่อครั้งแรกเริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ หากเพื่อนๆลองสังเกตดูรูปที่เราถ่ายมา ก็คงจะเห็นสัญลักษณ์นี้แอบซ่อนอยู่ทุกที่เลยจริงๆค่ะ

เวทีจัดแสดงคอนเสิร์ตในคริสเทเนีย

คริสเทเนีย (Christiania)

คริสเทเนีย (Christiania)

Christiania bike

Christiania bike เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่คนในคริสเทเนียผลิตขายให้กับคนเดนมาร์ก เพราะเดนมาร์กเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนขี่จักรยานเยอะมากไม่แพ้ประเทศเนเธอร์แลนด์เลย จากที่เราได้ลองสังเกตดูตอนเดินไปมาอยู่ในเมืองโคเพนเฮเกน ที่นั่งด้านหน้านั่นน่าจะเอาไว้ใส่ของ แต่เราก็เคยเห็นครอบครัวนึงที่พ่อเป็นคนขี่ ส่วนแม่กับลูกเล็กอีก 2 คนพากันนั่งอยู่ในกล่องด้านหน้านั้นด้วย เป็นภาพที่น่ารักดี คันเดียวนั่งได้ทั้งครอบครัวเลย แถมเด็กๆยังดูจอยมากอีกต่างหาก พ่อกับแม่ของเขาก็ไม่ต่างกัน

แผนที่คริสเทเนีย (Christiania)

แผนที่ของคริสเทเนีย

คริสเทเนีย (Christiania)

ไม่มีการอนุญาตให้ใช้รถยนต์ภายในพื้นที่กว่า 0.07 ตารางกิโลเมตรของชุมชนแห่งนี้ เพราะคนคริสเทเนียนั้นเขาให้ความสำคัญกับความ “ช้า” เพราะความช้านั้นทำให้พวกเขา “หยุด” เพื่อฟังเสียงของคนอื่นและฟังเสียงของตัวเองมากขึ้น ความช้าทำให้เรามองเห็นความสวยงามของชีวิต นอกจากนี้พวกเขายังพยายามที่จะไม่เบียดเบียนธรรมชาติเท่าที่สามารถจะทำได้อีกด้วย ทำให้คนที่นี่พยายามลดการใช้น้ำมันแล้วหันมาใช้การขี่จักรยานหรือเดินแทน ซึ่งระหว่างที่เรากำลังเดินเล่นอยู่ภายในคริสเทเนียนั้น ก็เห็นคนหลายคนกำลังวิ่งออกกำลังกายภายในชุมชนบ้าง หรือกำลังขี่จักรยานอยู่บ้าง ส่วนเราเองก็ค่อยๆเดินในพื้นที่สีเขียวของคริสเทเนีย ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ ซึมซับบรรยากาศและสังเกตความครีเอทีฟของที่นี่ที่มีให้เห็นในแทบจะทุกย่างก้าว เหนื่อยก็แค่นั่งพัก แล้วค่อยเดินต่อ

คริสเทเนีย (Christiania)

ศิลปะรูปหอยทาก สัญลักษณ์ของความช้าที่คนในคริสเทเนียให้ความสำคัญ

พอใช้รถยนต์กันน้อยลง อากาศก็ดีขึ้น เพราะไม่มีไอเสียออกมาจากท่อ แถมไม่ต้องมาคอยห่วงหรือระวังว่าเดี๋ยวจะมีรถขับผ่านมาอีกด้วย บรรยากาศโดยรอบของคริสเทเนียก็เลยน่าเดินเล่นมาก พวกเราเลยพากันเดินเล่นรอบทะเลสาบ ดูนั่นดูนี่กันจนพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อยขามาก! แต่ก็คุ้มค่า เพราะคริสเทเนียมีอะไรให้เราเซอร์ไพรส์ได้ตลอดทางเลยจริงๆ ความสนุกอีกอย่างนึงของที่นี่ก็คือ บ้านแต่ละหลังของที่นี่ไม่เหมือนกันซักหลังเพราะเขาช่วยกันสร้างด้วยตัวเองในแบบที่อยากให้เป็น ไม่มีบ้านหรู มีแต่บ้านที่ดูก็รู้ว่า พวกเขาต้องสร้างกันเองแน่ๆ เพราะมันแนวมาก ไม่เหมือนใครเลย และดูอบอุ่น เป็นบ้านในฝันของพวกเขาจริงๆ

สังเกตเห็นอะไรอยู่บนหลังคาของบ้านหลังนี้ไหมคะ? ตอนเราเห็นครั้งแรกคือตกใจเลย

จะว่าจระเข้ก็ไม่ใช่

ด้านหน้าประตูของบ้านหลังนี้มีรูปกล้วยอยู่ด้วย สงสัยจังว่าทำไม แต่หากจะตั้งคำถามกับทุกอย่างที่เห็นในคริสเทเนียก็คงจะเหนื่อยน่าดู เพราะที่นี่มีอะไรแปลกๆที่ชวนให้เราสงสัย ยิ้มหรือหัวเราะออกมาได้ตลอด

บ้านชั่วคราวหรือเกอร์ (ger) แบบชาวมองโกเลียก็มีอยู่ในคริสเทเนียด้วย!

คริสเทเนีย (Christiania)

ห้องน้ำสาธารณะในคริสเทเนีย อาร์ทจัง!
บางทีก็เจอตุ๊กตาที่ห้อยอยู่บนต้นไม้ให้ตกใจเล่นบ้าง อย่างเช่น ตุ๊กตาช้างที่มีคนมาทิ้งไว้แบบนี้ เป็นต้น
บางทีก็เป็นมังกร

บ้านติดกับทะเลสาบในคริสเทเนีย

คริสเทเนีย (Christiania)

คนพายเรือเล่นในทะเลสาบในคริสเทเนีย

บรรยากาศในคริสเทเนียร่มรื่นมาก โดยเฉพาะบริเวณที่ใกล้กับทะเลสาบ อิจฉาคนที่มาสร้างบ้านอยู่ติดกับทะเลสาบของที่นี่ซะจริง ต้นไม้เยอะมาก พวกนกน้ำก็เยอะเช่นกัน เราพกกล้วยอบจากไทยไปกินไกลถึงที่นี่ แถมโยนให้ครอบครัวนกน้ำของที่นี่กินด้วย นั่งดูเพลินไปอยู่หลายนาทีเหมือนกัน บางครั้งก็เห็นคนออกมาพาเรือคายัคแบบชิวๆอยู่กลางทะเลสาบด้วย เราพยายามเดินจนทั่วแล้วก็ยังไม่เห็นโต๊ะน้ำชากลางทะเลสาบที่พี่เอ๋ นิ้วกลมเขียนถึงไว้ในหนังสือเลย เพราะมันอาจจะเป็นเวลานานหลายปีมาแล้ว เพราะนั่นก็ตั้งแต่ปี 2556 ปี 2562

เราเลยเห็นอย่างอื่นแทน นั่นก็คือ เรือเล็กกลางทะเลสาบที่มีธงสัญลักษณ์ของคริสเทเนียอยู่ด้วย ที่ไม่รู้ว่าใครเอามาปล่อยให้แล่นไว้กลางทะเลสาบแบบนี้ ไม่รู้ว่าถูกปล่อยให้แล่นมานานแล้วเท่าไหร่ และจะถูกปล่อยให้แล่นโต้ลมแบบนี้ไปอีกแค่ไหน แล้วเขาทำไปทำไม รู้แต่ว่ามันทำให้คนที่เห็นยิ้มได้ อย่างน้อยก็เรานี่แหละคนนึง

เรือเล็กกับธงชาติของคริสเทเนียกลางทะเลสาบ

วิวของโรงงานในฝั่งตรงข้ามไม่ค่อยสวยเท่าไหร่
กรงนกที่ไม่มีนกอีกต่อไปแล้ว ถ้าเห็นใครเลี้ยงนกในกรงที่นี่ก็คงกลายเป็นเรื่องแปลก เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับอิสรภาพมาก กับนกเอง พวกเขาก็คงอยากปล่อยให้พวกมันได้โบยบินอย่างเป็นอิสระเช่นกัน

บ้านหลังเล็กกลางแม่น้ำ

คริสเทเนีย (Christiania)

สนามเด็กเล่นในคริสเทเนีย

คริสเทเนีย (Christiania)

เห็นแบบนี้ ก็หลอนๆอยู่เหมือนกันนะ ฮ่าๆ

คอนเทนเนอร์เก่าถูกนำกลับมาใช้งานและเพ้นท์ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมา

คริสเทเนีย (Christiania)

โลกอยู่ในมือของเรา

คริสเทเนีย (Christiania)

คริสเทเนีย (Christiania)

คริสเทเนีย (Christiania)
บางอย่างก็ยากที่จะเข้าใจได้
คริสเทเนีย (Christiania)
คงมีคนชอบเนปาลมาก ถึงได้ยกเนปาลมาไว้ถึงที่นี่
คงไม่มีใครเอากางเกงไปตากแห้งไว้สูงขนาดนั้นแน่ คงเป็นอาร์ทอีกแบบนึง เราไม่เห็นชุดของผู้หญิงที่ถูกแขวนไว้บนต้นไม้เหมือนพี่เอ๋ นิ้วกลม แต่เราได้เห็นในรูปแบบนี้แทน

เพราะไม่ได้อยู่ในความดูแลของรัฐบาล จะซ่อมแซมอะไร ก็ต้องทำกันเอง และค่อยเป็นไปอย่างช้าๆ

ร้านนี้ติดป้ายว่า Photo OK! ในขณะที่บริเวณอื่น โดยเฉพาะโซนของถนนพุชเชอร์ (pusher street) ที่มีการขายกัญชาอย่างเสรี ติดป้ายไว้ใหญ่มากกว่า ห้ามถ่ายรูป!

เดินๆอยู่ในคริสเทเนียอยู่ดีๆก็อาจจะเจอเข้ากับพืชที่มีใบห้าแฉก.. พืชต้องห้ามที่ไม่ให้ปลูกในที่อื่นแต่ไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่ทุกคนมีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ ตราบใดที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น

ปัจจุบันมีคนอาศัยอยู่ในชุมชนคริสเทเนียประมาณ 1,000 คน จะเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ ต้องมีการเสนอตัวเองในที่ประชุมก่อน เพื่อให้มีการพิจารณาว่ามีความเหมาะสมกับที่นี่ไหมแล้วสามารถทำประโยชน์อะไรให้กับคริสเทเนียได้บ้าง เวลามีคนเสียชีวิตถึงจะได้มีการหาคนใหม่เข้ามาอยู่แทน

ตรงซุ้มประตูอินเดียนแดงฝั่งทางออก ด้านซ้ายมือมีป้ายพิพิธภัณฑ์ Stadens Museum ตั้งอยู่ด้วย เราเลยพากันแวะเข้าไปดูซะหน่อย

ด้านในมีการจัดแสดงสิ่งของของคนในคริสเทเนียให้ดู ตั้งแต่เสื้อผ้าของฮิปสเตอร์รุ่นเดอะ รูปวาด ผ้าถัก หรือแม้กระทั่งเคาน์เตอร์ขายกัญชาบนถนนพุชเชอร์ในสมัยก่อน

ที่นี่มีเครื่องดื่มให้บริการด้วย กะว่าจะอุดหนุนชาซะหน่อย แต่เราไปช้าเกินไปร้านเลยปิดให้บริการแล้ว คนที่อยู่ในร้านเป็นเพียงเพื่อนของเจ้าของร้านเท่านั้น แต่อย่างน้อยเราก็ได้โปสการ์ดของคริสเทเนียที่ซื้อจากที่นี่เก็บไว้เป็นที่ระลึกแทน

ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์มีป้ายของทัวร์ในคริสเทเนียติดไว้อยู่ด้วย เราดันมาเห็นในวันสุดท้ายที่จะอยู่ในเดนมาร์กพอดี ใครสนใจทัวร์ที่จัดขึ้นโดยไกด์ท้องถิ่นของคริสเทเนียเองก็สามารถมารอได้ที่นี่เลยนะคะ ทัวร์จะจัดขึ้นทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลาบ่ายสามโมง ราคาแค่ 60 DKK หรือ 270 บาทไทยเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าถูกมากในเมืองที่มีค่าครองชีพสูงอย่างโคเพนเฮเกน ไว้ถ้าเรามีโอกาสกลับมาที่เดนมาร์กคราวหน้า คงไม่พลาดทัวร์นี้อย่างแน่นอน

ทัวร์คริสเทเนีย (Christiania Tour)
ทัวร์โดยไกด์จากคริสเทเนีย (Christiania Tour)

หากเราไม่เคยได้ยินเรื่องราวเบื้องหลังหรือความเป็นมาของที่นี่มาก่อน อยู่ดีๆก็เผลอเดินเข้ามา คริสเทเนีย (Christiania) ก็คงเป็นเพียงแค่พื้นที่อยู่อาศัยธรรมดาของคนเดนมาร์ก ที่ดูออกจะรกร้างด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับเมืองโคเพนเฮเกนที่มีความสะอาดสะอ้านข้างนอกนั่น เป็นเพียงแค่บาร์ที่มีคนมานั่งดื่มกัน หรือเป็นเพียงที่ตั้งของถนนพุชเชอร์ (Pusher street) ที่สามารถซื้อขายกัญชาอย่างเสรี ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้แวะเวียนมากันที่นี่ ใครที่ไม่ใช่สายปาร์ตี้ หากมาที่นี่แล้วเห็นแต่บรรยากาศแบบนี้ก็อาจจะต้องผิดหวังกลับไป

แต่ภายใต้ความธรรมดานั้นเอง กลับแสดงให้เราได้เห็นถึงชีวิตที่เรียบง่ายของคนที่นี่ อย่างการสร้างบ้านด้วยตัวเองให้ออกมาในแบบที่ตัวเองต้องการ มีการใช้จักรยานมากกว่ารถยนต์เพื่อประหยัดน้ำมันแถมยังเป็นการออกกำลังกายอีกต่างหาก ภายใต้ความรกนั้นเอง ที่ทำให้เราได้เห็นกราฟิตี้เจ๋งๆได้แทบจะทั่วทุกมุมในคริสเทเนีย เป็นการสร้างผลงานศิลปะอย่างอิสระของศิลปิน และเซอร์ไพรส์ที่ทำให้เราต้องคอยตั้งคำถามจากความสงสัย

ต้องเปลี่ยนเป็นการปล่อยผ่าน และยิ้ม หัวเราะให้กับมันแทนไม่ว่าจะเป็นจระเข้บนบ้าน หัวบาร์บี้ในบ้านหลังเล็ก หรือเรือลำเล็กพร้อมธงของคริสเทเนียที่ถูกปล่อยให้ล่องลอยอยู่ในทะเลสาบ เรียกร้องความสนใจของคนที่ได้พบเห็น ความสนุกที่เกิดจากการที่คนในชุมชนมีอิสระ ทำให้ความแตกต่างหลากหลายเกิดขึ้นในทั่วทุกมุมของที่นี่ให้ผู้มาเยือนได้มาเห็น เรื่องราวความเป็นมาของที่นี่กว่าจะมาเป็นคริสเทเนียในแบบทุกวันนี้ได้เนี่ยแหละ ที่ทำให้ที่นี่มีความพิเศษสำหรับเรา

คริสเทเนีย (Christiania)

“ข้างนอกนั่น เงินซื้อทุกอย่างได้” ส่วนข้างในนี้ สำหรับพวกเขาแล้ว โลกนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ที่ดินและผืนน้ำไม่ใช่สิ่งที่ซื้อขายกันได้

ด้านหลังของป้ายทางเข้าบริเวณด้านหน้าของคริสเทเนีย (Christiania) ถูกเขียนไว้ว่า “Now, you are entering the EU” เพื่อเป็นการย้ำเตือนอีกครั้งว่า หลังจากที่คุณได้ก้าวเท้าออกจากประตูนี้ไป ก็หมายความว่าคุณได้กลับเข้าสู่พื้นที่ของ EU แล้ว ถือเป็นจุดสิ้นสุดของพื้นที่อิสรภาพของคริสเทเนีย จะทำอะไรที่ข้างนอกประตูนั้น ก็ต้องคิดให้ดี เพราะคงไม่ได้มีอิสระได้มากเหมือนพื้นที่ด้านในของคริสเทเนียอีกต่อไปแล้ว

ความรู้สึกของเราหลังจากที่ได้ก้าวผ่านประตูทางเข้าของคริสเทเนียมา จึงเหมือนกับการที่ได้หลุดเข้ามาในดินแดนพิศวงสำหรับอลิซ หรือหลุดเข้ามาในโลกเวทมนตร์ครั้งแรกของแฮร์รี่ ตอนผ่านเข้ามาในชานชาลาที่ 9 เศษ 3 ส่วน 4 เพราะสนุกจากการสังเกตสิ่งรอบๆตัวในดินแดนแห่งความฝันแห่งนี้ ทว่าที่นี่ “คริสเทเนีย” เป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง และรอให้ทุกคนได้มาสัมผัส ดีใจที่ในโลกนี้ยังมีที่ที่มีความรักและสันติภาพแบบนี้อยู่จริง ใครที่มีแพลนมาเที่ยวที่เมืองโคเพนเฮเกน (Copenhagen) เที่ยวเดนมาร์ก (Denmark) หรือมีแพลนมาเที่ยวยุโรป ลองพิจารณาให้คริสเทเนีย (Christiania) เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของคุณดูนะคะ

อ่านรีวิวเที่ยวยุโรปด้วยตัวเองตอนอื่นๆได้ที่นี่:

อ่านรีวิวเที่ยวโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ด้วยตัวเองตอนอื่นๆได้ที่นี่: เที่ยวโคเปนเฮเกน (Copenhagen) ประเทศเดนมาร์ก (Denmark) ประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีประชากรที่มีความสุขมากที่สุดในโลก

เรื่อง: ตรีสุคนธ์ จีระมะกร (ตรี)
ฟรีแลนซ์นักแปลอังกฤษ <=> ไทยและนักเขียนคอนเทนต์

เช็คราคาตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ (Bangkok) -โคเพนเฮเกน (Copenhagen) ได้ที่นี่: http://bit.ly/Flight-Bangkok-Copenhagen

แนะนำวิธีค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกและคุ้มที่สุดสำหรับการเดินทางทั้งในไทยและต่างประเทศ เอาใจแบ็คแพ็คเกอร์สายประหยัดเหมือนกัน

1 Comment