Author: threeteatree

ทริปเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองของเราได้เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายจนได้ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เรายังแวะที่เที่ยวในไอซ์แลนด์ต่างๆ ได้อยู่ เพราะพรุ่งนี้เราต้องตื่นกันแต่เช้าเพื่อจัดการเรื่องคืนรถที่สนามบิน และเตรียมบินกลับไปที่เมืองบูดาเปสด์ ประเทศฮังการี จุดหมายปลายทางที่เราตั้งใจจะไปในวันนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของไอซ์แลนด์ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงเรคยาวิก (Reykjavik) มากนัก นั่นก็คืออุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) โดยระหว่างทางเราแวะที่บ่อน้ำพุร้อนไกเซอร์ (Geysir) และคาเฟ่ในถ้ำที่ชื่อว่า The Cave People เพราะบังเอิญเจอป้ายข้างถนนที่ชวนให้ขับรถตามเข้าไปดู เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: ไกเซอร์ (Geysir) ฟ้าครึ้มมาเลยวันนี้ พอขับรถมาถึงที่ไกเซอร์ (Geysir) ก็มีฝนตกแบบปรอยๆ คอยต้อนรับเราอีกแล้ว เราเลยต้องเดินฝ่าฝนลงไปสำรวจกัน ที่นี่คนเยอะมาก! โดยเฉพาะตรงบ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง คนพากันมุงอยู่รอบๆ ถือกล้องกับมือถือยืนรอถ่ายอะไรสักอย่างกันเต็มไปหมด พวกเราเลยเดินผ่านกันไปก่อนเพราะคนเยอะมากจนไม่มีที่ให้เราแทรกตัวเข้าไปได้ จนไปเจอบ่อน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านขวาสุด พร้อมกับป้ายชื่อที่ถูกสลักไว้บนก้อนหินซึ่งเป็นที่มาของชื่อสถานที่แห่งนี้ "Geysir" ข้างๆ มีอีกครอบครัวหนึ่งกำลังยืนแถวบ่อน้ำพุร้อนนี้อยู่เหมือนกัน เรายิ้มในใจเมื่อเห็นว่า พวกเขาพาชายคนหนึ่งที่นั่งบนรถเข็นมาเที่ยวและชื่นชมความน่าทึ่งของธรรมชาติไปกับพวกเขาด้วย แม้ทางเดินอาจจะไม่ได้สะดวกมากนักก็ตาม สักพักเราก็ได้ยินเสียงดังตู้มม! จากตรงที่มีคนมุงดูกันอยู่เยอะๆ นั่นเอง มันคือเสียงของน้ำพุระเบิด! ปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเป็นไฮไลท์ของที่นี่...

ทัวร์ในไอซ์แลนด์มีให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย เท่าที่เราเห็นตอนค้นหาข้อมูลก็จะมีทั้งทัวร์พาปีนธารน้ำแข็ง ทัวร์นั่งเรือชมธารน้ำแข็ง ทัวร์ขี่สโนว์โมบิล ทัวร์ชมถ้ำน้ำแข็ง และตอนที่เรามาถึงก็เห็นว่ามีทัวร์ชมแมวน้ำและปลาวาฬด้วย เราอยากจะไปมันให้หมดนี่เลยแต่ติดอยู่ที่งบประมาณนี่แหละ! เราก็เลยเลือกเพียงแค่ทัวร์เดียวเท่านั้นที่คิดว่าน่าจะมีความพิเศษที่สุดนั่นก็คือทัวร์ชมถ้ำน้ำแข็ง ช่วงที่เราไปเที่ยวไอซ์แลนด์เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เป็นช่วงของฤดูใบไม้ผลิที่กำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาวพอดี แต่โชคดีที่ยังมีถ้ำน้ำแข็งแห่งหนึ่งในไอซ์แลนด์ที่สามารถเข้าไปชมได้ตลอดปี ที่นี่มีชื่อว่า Mýrdalsjökull glacier เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: ทัวร์ถ้ำน้ำแข็งในไอซ์แลนด์ที่ Mýrdalsjökull glacier วันนี้ตื่นมาปุ๊ป เตรียมตัวเสร็จก็รีบออกเดินทางจากเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss) ไปยังเมืองวิก (Vik) ในที่จอดรถใกล้กับร้าน Ice Cave Bistro/Restaurant ซึ่งเป็นจุดนัดหมายก่อนการไปทัวร์ด้วยกันในวันนี้ เวลานัดคือ 11.30 น. พอใกล้ถึงเวลาพวกเราเดินหาจนทั่วที่จอดรถก็ไม่เจอกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือรถที่จะพาไปทัวร์เลย จนสักพักมีรถจิ๊บคันนึงขับมาจอดที่หน้าร้านอาหารพร้อมป้าย Arctic Adventure แล้วก็มีชาวไอซ์แลนด์คนนึงเดินลงมาทักทาย เราแอบตื่นเต้นที่ได้เจอคนไอซ์แลนด์และได้พูดคุยด้วยเป็นครั้งแรก (ถ้าไม่นับพนักงานต้อนรับที่โรงแรม) พวกเรามาถึงเป็นคนแรกๆ เลยยังต้องรอนักท่องเที่ยวคนอื่นกัน สักพักก็มีรถอีกคันตามมา ซึ่งเป็นไกด์ของเราในวันนี้ ทั้งสองคนเป็นชายต่างวัย แต่ต่างก็ไว้หนวดไว้เครา ให้เราเดาผู้ชายไอซ์แลนด์ส่วนใหญ่ก็น่าจะไว้หนวดแนวๆ นี้เหมือนกัน เพราะด้วยอากาศหนาวแทบจะตลอดทั้งปีของที่นี่ สักพักพวกเราก็นั่งกันจนเต็มคันรถ...

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองเดินทางมาถึงวันที่ 5 แล้ว เวลาผ่านไปไวมาก.. แป๊บเดียวเราก็เดินทางกันมาเกินครึ่งทางแล้ว วันนี้ถือได้ว่าเป็นวันที่เราชอบมากที่สุดในทริปเที่ยวไอซ์แลนด์ 7 วันเลยล่ะ เพราะเป็น "Glacier day" วันที่เราได้มีโอกาสเห็นธารน้ำแข็งเป็นครั้งแรกในชีวิต! ตื่นเต้นมาก มันทั้งสวยทั้งยิ่งใหญ่ ต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกแบบรัวๆ แถมวันนี้ยังเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ เจอสถานที่ท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์สวยๆ ระหว่างทางนอกเหนือจากแพลนที่วางไว้ตอนหาข้อมูลอีกแล้ว และวันนี้ก็มีมากเป็นพิเศษ เราเดินทางจากเมืองวาเกสสตาเดียร์ (Vagnsstadir) มุ่งหน้าไปยังเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss) จอดแวะที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่แรกคือเกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) และหาดไดมอนด์บีช (Diamond beach) ปิดท้ายด้วยอุทยานแห่งชาติสกาฟทาเฟล (Skaftafell National Park) ในช่วงเย็น เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: เกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) ที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่แรกสำหรับวันนี้คือเกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) ขับรถออกมาจากที่พักในเมือง Vagnsstadir แค่ประมาณ...

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองวันที่สี่นี้ เราวางแผนไว้ว่าต้องออกเดินทางจากเมืองเอกิลสตาเดียร์ (Egilsstadir) ไปที่เมืองวาเกสสตาเดียร์ (Vagnsstadir) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงด้วยกัน แต่ก่อนจะออกเดินทางจริงๆ เรามานั่งคุยกันเพื่อตัดสินใจอีกครั้งว่าจะขับรถขึ้นไปแวะเที่ยวที่ Borgarfjardarhöfn ในวันนี้กันดีไหมเพราะต้องขับรถย้อนกลับขึ้นไปอีกทางประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ จริงๆ แล้วเราวางแผนไว้ว่าจะไปตั้งแต่เมื่อวานแต่ก็ค่ำซะก่อนเพราะแวะกันที่อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park) ระหว่างทางเข้าโดยบังเอิญ เราอยากไปที่นั่นมากๆ เพื่อไปดูนกพัฟฟิน (Puffin) ส่วนแฟนยังลังเลเพราะต้องขับรถย้อนกลับไปไกลโดยที่ไม่รู้เลยว่าจะได้เจอแน่ๆ รึเปล่า จนแฟนถามว่าอยากไปจริงๆ ใช่ไหม เราก็ยืนยันว่าใช่ จนสุดท้ายก็พากันขับรถมุ่งหน้าไปยัง Borgarfjardarhöfn ในที่สุด เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: Borgarfjardarhöfn เราได้ยินชื่อและเห็นหน้าตาน่ารักของเจ้านกพัฟฟินครั้งแรกจากบล็อกเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง เมื่อ Walter Mitty บอกฉันให้หนีจากไทยไปผจญภัยที่ไอซ์แลนด์ ใน a day magazine ออนไลน์ พวกเค้าโชคดีได้เห็นนกพัฟฟินโดยบังเอิญ ทำให้เราอยากไปตามล่าหานกพัฟฟินในไอซ์แลนด์ดูบ้างถ้ามีโอกาส เพราะตอนอยู่ไทยเราชอบดูนกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ลองค้นหาที่ดูพัฟฟินในไอซ์แลนด์ก็เจอแต่แบบที่ต้องไปกับทัวร์...

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองวันที่สาม เราออกเดินทางจากเมืองอาร์บอท (Arbot) ไปยังเมืองเอกิลสตาเดียร์ (Egilsstadir) ตื่นมาก็กินคอนเฟลกตอนเช้าให้พออิ่มท้อง แพ็คกระเป๋ากันอีกวันจนเสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินทางได้ วันนี้เราจะไปที่เที่ยวไอซ์แลนด์อีกแห่งที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือน้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall) แม้ในไอซ์แลนด์จะมีน้ำตกมากมายหลายแห่งแต่น้ำตก Dettifoss ควรถูกเพิ่มไว้ในรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์ที่น่าไป เพราะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำตกที่เป็นทรงพลังมากที่สุดในยุโรป! เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park) แต่ก่อนจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ ระหว่างทางเราเจอป้ายบอกทางไปยังอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park) พอดี เราก็เลยตัดสินใจแวะเข้าไปดูภายในอุทยานกันเพราะยังไงวันนี้ก็มีเวลาเหลือเฟือ แม้เราแพลนไว้ว่าจะมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ในอีกสองวันข้างหน้าก็ตาม เคยดูในแผนที่แล้วเห็นว่าอุทยานวัทนาโจกุลมีขนาดใหญ่มาก เกือบ 1 ใน 4 ของประเทศเลยก็ว่าได้ มาเจอทางเข้าแบบบังเอิญทั้งทีก็เลยหยุดแวะกันซะหน่อย ขับรถกันเข้ามาจนถึงจุดต้อนรับนักท่องเที่ยว ด้านหน้ามีป้ายแนะนำเส้นทางเดินป่าภายในอุทยาน Vatnajökull ให้ดูซึ่งมีอยู่หลายเส้นทางด้วยกัน ใช้เวลาตั้งแต่ 1.5 - 2 ชั่วโมงไปจนถึง 6 - 7 ชั่วโมง เราสายขี้เกียจเลยบอกแฟนว่าเลือกเดินเส้นทางที่สั้นที่สุดกัน!...

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองวันที่สอง จุดหมายในวันนี้ของเราคือเมืองอาร์บอท (Arbot) ซึ่งห่างจากเมืองอาคูเรย์รี่ (Akureyri) แค่ประมาณ 60 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ใกล้กว่าเส้นทางในวันแรกหลายเท่า! วันนี้คนที่ขับรถก็ขับได้แบบสบายๆ เลย ถึงระยะทางจะใกล้แต่ระหว่างทางมีสถานที่ท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ให้แวะเยอะมาก ที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่แรกที่เราแวะกันคือน้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall) ขับไปตามถนนเส้นหลักออกมาจากโรงแรม Akureyri H.I. Hostel แค่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง สังเกตได้เลยว่าเป็นจุดแวะเที่ยวเพราะเห็นรถจอดอยู่ในที่จอดรถเต็มไปหมด เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)   ที่เที่ยวในไอซ์แลนด์อย่าง น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall) แปลเป็นไทยได้ว่าน้ำตกของพระเจ้า ซึ่งชื่อนี้มีที่มาที่น่าสนใจ สมัยก่อนคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวนอร์วีเจียนผู้นับถือศาสนานอร์ส (Norse religion) ที่บูชาเทพอย่าง Thor Odin Loki และ Freya จนกระทั่งในปี ค.ศ. 930 ที่มีการจัดตั้งเป็นเครือรัฐขึ้นมา เกิดแรงกดดันให้ผู้คนต้องหันมานับถือศาสนาคริสต์มากขึ้น ไม่อย่างนั้นก็อาจถูกบุกรุกจากคนในฝั่งยุโรปได้...

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองเป็นทริปที่เรารอคอยมานาน หลังจากที่เที่ยวยุโรปมาเกือบ 2 เดือนตั้งแต่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมัน สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก โปแลนด์ สเปน ออสเตรีย และฮังการี ซึ่งทุกที่ล้วนเป็นเมืองทั้งนั้นเลย เราก็เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติกันบ้าง ทำให้นึกถึงประเทศไอซ์แลนด์ขึ้นมา ลองเสิร์ชดูก็พบว่าไอซ์แลนด์เข้าร่วม EFTA (European Free Trade Area) และอยู่ภายใต้วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ด้วย เราเลยแบ่งเวลาหนึ่งอาทิตย์ไว้สำหรับ Road trip ในไอซ์แลนด์โดยเฉพาะ พวกเราค้นหาข้อมูลสำหรับการเดินทางในประเทศไอซ์แลนด์ล่วงหน้า ทั้งเรื่องเช่ารถ จองที่พักในแต่ละคืน และวางแผนเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากจะไปในแต่ละวัน เพราะเราอยากขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน การเดินทางจะได้เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้นและเป็นทริปประหยัด เนื่องจากค่าครองชีพในไอซ์แลนด์ค่อนข้างแพง แต่เราบอกได้เลยว่า ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่ควรค่าแก่การมาให้ได้ซักครั้งในชีวิต เพราะธรรมชาติของที่นี่สวยงามจนเกินบรรยาย...

เที่ยวอินส์บรุค (Innsbruck) เป็นเหมือนกำไรมากกว่า เพราะจริงๆ แล้วเราตั้งใจมาหาเพื่อนชาวออสเตรีย ที่รู้จักกันตอนที่เธอมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในไทยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นพวกเราไปเที่ยวด้วยกันบ่อยมาก พอเราได้มีโอกาสมาเที่ยวยุโรปด้วยตัวเองทั้งที ก็เลยพยายามหาเวลาไปหาถึงที่ แล้วก็เที่ยวอินส์บรุค (Innsbruck) ไปในตัวด้วยซะเลย ตอนนี้เธอทำงานด้านการตลาดอยู่ที่นี่หลังจากเรียนจบโทจากมหาวิทยาลัยของเมืองนี้ เค้าน่ารักมาก ทั้งขี่จักรยานมารับ สละห้องตัวเองให้เราเข้าพัก แล้วไปนอนห้องของเพื่อนแทน พาทัวร์เมือง แฮงค์เอาท์ตอนกลางคืน นั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปดูวิวของเมืองอินส์บรุคบนเทือกเขาแอลป์ กินอาหารในร้านอร่อย ทำให้เรามีช่วงเวลาดีๆ ในเมืองเล็กๆ ที่อบอุ่นแห่งนี้.. เมืองอินส์บรุค ประเทศออสเตรีย จากฟุสเซน (Fussen) ไป อินส์บรุค (Innsbruck)   จากมิวนิค (Munich) ไป อินส์บรุค (Innsbruck) พวกเราเดินทางจากมิวนิคมาที่เมืองการ์มิช-พาร์เทินเคียร์เชิน (Garmisch-Partenkirchen) ด้วยรถไฟกันก่อน จากนั้นก็ขึ้นรถบัส Flixbus มาที่อินส์บรุคอีกทีในช่วงกลางคืน ซึ่งใช้เวลาแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง...

ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein castle) คือแหล่งท่องเที่ยวประเทศเยอรมันที่เราอยากไปเที่ยวมากที่สุด เพราะเคยได้ยินมาว่าปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein castle) เป็นปราสาทต้นแบบของปราสาทดิสนีย์! ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองฟุสเซน (Fussen) ซึ่งเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดก็คือมิวนิค (Munich) ตัวปราสาทอยู่ไม่ไกลจากชายแดนของประเทศเยอรมันที่ติดอยู่กับเมืองอินส์บรูค (Innsbruck) ประเทศออสเตรียมากนัก เราเลยวางแผนว่าหลังจากที่ไปเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์แล้ว จะไปหาเพื่อนชาวออสเตรียที่อยู่ในอินส์บรูค (Innsbruck) ต่อซะเลย   ปราสาทนอยชวานสไตน์ รีวิว   พวกเราบินตรงมาจากเมืองบาร์เซโลนา (Barcelona) ประเทศสเปนตอนกลางคืนและมาถึงที่เมืองมิวนิค (Munich) ช่วงเช้าในราคา 45 ยูโร (1,450 บาท) ต่อคน ด้วยการจองตั๋วเครื่องบินออนไลน์ผ่าน Skyscanner เปรียบเทียบราคาในช่วงเวลาที่ต้องการเดินทางและเลือกเที่ยวบินราคาถูก โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นสายการบิน Wizz Air หรือไม่ก็ Ryan Air สำหรับการเดินทางในยุโรป จากนั้นพวกเราก็ซื้อตั๋วรถไฟที่เครื่องซื้อตั๋วอัตโนมัติหน้าสถานี ซึ่งสถานีรถไฟนั้นเชื่อมต่อกับสนามบินมิวนิค (Munich International Airport) โดยตรงเลย...

Paco Meralgo ร้านอาหารแนะนำในบาร์เซโลนาที่เรารู้จักมาจากเพื่อนของแฟนอีกทีนึง เพราะเค้าชอบอาหารของทางร้านจนเขียนบล็อกถึงร้านนี้เอาไว้ด้วย แถมร้านยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเราพอดี เย็นวันนึงพวกเราเลยเดินตามหาร้านนี้กัน พอมาถึง ก็เดินตรงดิ่งเข้าไปในร้านเพื่อหาที่นั่ง แต่ที่ร้านยุ่งมาก ที่นั่งเต็มเอี๊ยด พนักงานก็เดินกันวุ่น เค้าก็เลยให้พวกเราไปรอหน้าร้านกันก่อนแล้วจะเรียกพอมีที่นั่งว่างแล้ว ซักพักก็เริ่มมีคนมารอคิวเพิ่ม บางคนก็ถือแก้วไวน์ ดื่มไปคุยไปกันที่หน้าร้าน พวกเราเลยเอาบ้าง สั่งไวน์มาจิบรอคิวหน้าร้านซะเลย แต่ไม่นานนักก็ถึงคิวของพวกเราพอดี Paco Meralgo เป็นร้านที่ไม่ได้ใหญ่มาก มีที่นั่งแบบเค้าเตอร์เล็กๆ อยู่เป็นส่วนใหญ่ อีกฝั่งที่เป็นโต๊ะใหญ่ก็ถูกจองไว้เป็นที่สังสรรค์ของกลุ่มพนักงานบริษัทไปแล้ว พวกเราได้ที่ว่างตรงโซนที่เป็นโต๊ะเค้าเตอร์เล็กๆ แม้พื้นที่จะน้อย และมีเสียงคุยของแขกในร้านเป็นระยะ แต่เรากลับไม่รู้สึกอึดอัดเลยซักนิด ด้านล่างโต๊ะก็มีที่ให้แขวนกระเป๋าด้วย พนักงานก็สุภาพ มาถึงก็จัดจานพร้อมยื่นเมนูให้ด้วยความรวดเร็ว เมนูมีแค่หน้าเดียวแต่พวกเราคิดกันอยู่นานเลยว่าจะกินอะไรดี เพราะมันน่ากินไปซะหมด! เมนูร้าน PACO MERALGO  Chunks of black pepper beef fillet เราเห็นในเมนูคำว่า "for meat lovers" ก็รีบหันไปดูเลยว่ามีเมนูอะไรบ้าง หลายวันมานี้อยากกินสเต๊กเนื้อมากก็เลยสั่งเป็น Chunks...