Author: threeteatree

ฉันรู้จักกับเจ้าอุปกรณ์อ่านหนังสือ Kindle เป็นครั้งแรกในวันที่ได้รับเป็นของขวัญวันเกิด ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับมันสักเท่าไหร่ เพราะปกติชอบอ่านหนังสือที่ได้จับรูปเล่มจริงๆ มากกว่า แต่พอได้ลองใช้ดูก็พบว่า Kindle มีประโยชน์มากกว่าที่คิด Amazon Kindle คือเครื่องอ่าน ebook เป็นผลิตภัณฑ์ของ Amazon ที่ถูกออกแบบขึ้นมาให้เหมาะสำหรับการอ่านอีบุ๊คโดยเฉพาะ หน้าตาจะคล้ายไอแพด แต่ใช้สำหรับอ่านหนังสืออีบุ๊คได้ดีกว่าด้วยฟีเจอร์เฉพาะตัวของ Kindle Paperwhite บล็อกนี้เลยตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อแชร์ข้อดีของเครื่องอ่านหนังสือ Kindle ไม่แน่ว่า พอได้รู้ข้อดีของเจ้าอุปกรณ์นี้ถึง 15 ข้อแล้ว ไม่ว่าคุณจะมองว่าตัวเองเป็นหนอนหนังสือหรือไม่ ก็อาจจะอยากซื้อเป็นของขวัญให้คนที่คุณรัก หรือมี Kindle เป็นบัดดี้ติดกระเป๋าไว้เหมือนกัน มาดูกันว่า Kindle ทำอะไรได้บ้าง   1. การใช้เครื่องอ่านหนังสือ Kindle ช่วยฝึกภาษาอังกฤษได้ดีกว่า ให้ข้อนี้เป็นข้อแรกเลยเพราะฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ Kindle ทำได้ดีมากๆ ในเครื่องจะมีฟีเจอร์ Wordwise ที่ทำหน้าที่แปลคำศัพท์ยากๆ ด้วยการกำกับคำอธิบายภาษาอังกฤษหรือคำพ้องความหมาย (synonym) ไว้ใกล้ๆ เลยทำให้เราเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น...

หลายๆ คนที่ได้เข้ามาอ่านบล็อกนี้น่าจะต้องเตรียมตัวสอบ A1 เยอรมันกันใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะด้วยความสนใจภาษาเยอรมันเป็นการส่วนตัว ใช้เรียนต่อในเยอรมัน หรือต้องสอบเพื่อยื่นสมัครวีซ่าติดตามคู่สมรสชาวเยอรมันเหมือนกัน หากเป็นอย่างหลัง ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ เข้าใจดีว่าแรกๆ น่าจะรู้สึกกังวลไม่ต่างกัน เพราะการเรียนภาษาภาษาหนึ่งให้ได้ทั้ง 4 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน ตั้งแต่เริ่มสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานมาก่อนเลยไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะถ้าอยากเรียนภาษาเยอรมันด้วยตัวเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุด ถึงจะยาก แต่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้! ตอนแรกหวังแค่มากกว่า 60 คะแนนให้ผ่านก็พอแล้ว แต่กลับได้คะแนนดีกว่าที่หวัง ช่วงแรกๆ ฉันลองเรียนภาษาผ่านแอปสอนภาษาเพราะน่าจะสนุกดี จนเริ่มหยิบหนังสือสอนภาษาเยอรมันผ่าน Mind Map ที่ซื้อดองไว้ขึ้นมาอ่าน ลงคอร์สเรียนออนไลน์ด้วยตัวเองกับสถาบัน Goethe (เห็นว่ากำลังลดราคา 50% อยู่พอดี) ตบท้ายด้วยการลองทำข้อสอบเยอรมัน A1 ฟรีออนไลน์ตาม Youtube ให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญก็คือฝึกทำข้อสอบข้อเขียนกับฝึกพูดกับแฟนบ่อยๆ ฉันใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 6 เดือน เพราะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย...

ฉันเคยได้ยินคำว่าอิคิไก (IKIGAI) มาบ้าง ผ่านแผนภาพที่แสดงให้เห็นว่า อิคิไกคือจุดสมดุลที่เกิดจากการที่เราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ทำมันได้ดี หาเลี้ยงชีพด้วยสิ่งนั้นได้ และยังเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วย ฉันเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อตามหาอิคิไกของตัวเอง บางคนอาจเจอแล้ว บางคนอาจกำลังตามหาอยู่ ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะอยากทำความเข้าใจกับอิคิไกให้มากขึ้น ฉันเลยซื้ออีบุ๊ค IKIGAI ที่เขียนโดย Hector Garcia มาอ่าน แล้วตัวอักษรจากหนังสือไม่เกิน 200 หน้าก็ร่ายมนตร์ให้ฉันอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองตั้งแต่บทแรกๆ ที่อ่านจบ ฉันอยากบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ไว้ในบล็อกนี้และชวนทุกคนออกตามหาอิคิไกของตัวเองไปพร้อมๆ กัน..   อิคิไก (IKIGAI) แปลว่าอะไร?   ที่มา: unsplash.com คำว่าอิคิไก (Ikigai) ในภาษาญี่ปุ่นแปลตรงตัวได้ว่า “ชีวิตที่มีคุณค่า” อิคิไกคือความสุขที่เกิดขึ้นจากการทำตัวให้ยุ่งอยู่ตลอดเวลากับสิ่งที่ชอบ เป็นแนวคิดในการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นที่มีชีวิตยืนยาวกว่า 100 ปี โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในเมืองโอกิมิ (Ogimi) บนเกาะโอกินาว่า อิคิไกสำหรับพวกเขาคือเหตุผลของการตื่นขึ้นมาในทุกๆ วัน..   โอกินาว่า (Okinawa) หนึ่งในห้า Blue Zone ของโลก   ที่มา: unsplash.com Blue Zone คือเมืองต่างๆ...

เมื่อสองปีที่แล้ว.. ฉันตัดสินใจลาออกจากงานประจำงานแรกในชีวิตซึ่งยังคงเป็นงานสุดท้ายในขณะนี้ด้วยเหตุผลหลักที่ว่า “งานนั้นหนักเกินไป” งานที่ว่าคือการเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีหรือออดิทที่หลายๆ คนน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง   เป็นออดิทเพราะเรียนบัญชี Art by Palim ตอนที่อยู่มหาวิทยาลัยปีสาม ฉันมีโอกาสฝึกงานในบริษัทที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของสายงานนี้ เมื่อการฝึกงานจบลง ฉันก็ได้รับข้อเสนอให้เซ็นสัญญาเข้าทำงานต่อทันทีหลังเรียนจบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าดีใจสำหรับนักศึกษาคนหนึ่งในตอนนั้น เพราะเรียนจบปุ๊ปก็มีงานทำเลย ไม่ต้องมานั่งหาที่สมัครงานแล้วตระเวนสอบสัมภาษณ์เหมือนกับใครเขา คะแนน TOEIC ที่สอบไว้ก็ยังไม่เคยเอาไปใช้ด้วยซ้ำ และนั่นก็ทำให้ปีสี่ในมหาวิทยาลัยของฉันเป็นปีที่สนุกที่สุด เพราะไม่ได้ห่วงเรื่องเกรดเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว จากที่เคยเป็นเด็กเรียน เข้าเรียนทุกคาบ นั่งหน้าตลอด ก็เริ่มโดดเรียน สนุกกับ Friday night จากที่เคยทำกิจกรรมมาบ้างแบบประปราย ก็หาทำเพิ่ม ทำงานพาร์ททามติวหนังสือมากกว่าเดิมเพื่อเก็บเงินไว้ไปเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเอง วันที่คนอื่นอ่านหนังสือสอบอย่างแข็งขัน ฉันยังนั่งติวหนังสือให้คนอื่นอยู่เลย   เกียรตินิยมนั้น.. สำคัญแค่ไหน? Art by Palim ถึงจะชิวไปบ้างหรือทำกิจกรรมเยอะแค่ไหน ฉันก็ยังคงตั้งใจเรียนในห้องและอ่านหนังสือสอบจนดึกดื่นอยู่เหมือนเดิม ทำให้ยังเรียนจบด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งได้ (เพราะบุญเก่าก่อนเซ็นสัญญาแท้ๆ) เป็นสิ่งหนึ่งที่ภูมิใจ แต่ก็เป็นอย่างนั้นได้ไม่นาน เพราะจริงๆ แล้วเกียรตินิยมไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น ฉันยังไม่เคยใช้เกรดของตัวเองที่ได้มาไปยื่นสมัครงานที่ไหนเลยด้วยซ้ำ ยิ่งถ้ามองย้อนกลับไปถึงชีวิตมหาวิทยาลัยของตัวเอง ก็จะนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำแล้วได้ประสบการณ์พร้อมความสนุกเสียมากกว่า อย่างตอนที่ทำพาร์ททามในร้านอาหารชั่วโมงละ 30 บาทแถมข้าวเย็นฟรี...

ทริปเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองของเราได้เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายจนได้ วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เรายังแวะที่เที่ยวในไอซ์แลนด์ต่างๆ ได้อยู่ เพราะพรุ่งนี้เราต้องตื่นกันแต่เช้าเพื่อจัดการเรื่องคืนรถที่สนามบิน และเตรียมบินกลับไปที่เมืองบูดาเปสด์ ประเทศฮังการี จุดหมายปลายทางที่เราตั้งใจจะไปในวันนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของไอซ์แลนด์ที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงเรคยาวิก (Reykjavik) มากนัก นั่นก็คืออุทยานแห่งชาติซิงเควลลิร์ (Thingvellir National Park) โดยระหว่างทางเราแวะที่บ่อน้ำพุร้อนไกเซอร์ (Geysir) และคาเฟ่ในถ้ำที่ชื่อว่า The Cave People เพราะบังเอิญเจอป้ายข้างถนนที่ชวนให้ขับรถตามเข้าไปดู เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: ไกเซอร์ (Geysir) ฟ้าครึ้มมาเลยวันนี้ พอขับรถมาถึงที่ไกเซอร์ (Geysir) ก็มีฝนตกแบบปรอยๆ คอยต้อนรับเราอีกแล้ว เราเลยต้องเดินฝ่าฝนลงไปสำรวจกัน ที่นี่คนเยอะมาก! โดยเฉพาะตรงบ่อน้ำพุร้อนขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง คนพากันมุงอยู่รอบๆ ถือกล้องกับมือถือยืนรอถ่ายอะไรสักอย่างกันเต็มไปหมด พวกเราเลยเดินผ่านกันไปก่อนเพราะคนเยอะมากจนไม่มีที่ให้เราแทรกตัวเข้าไปได้ จนไปเจอบ่อน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านขวาสุด พร้อมกับป้ายชื่อที่ถูกสลักไว้บนก้อนหินซึ่งเป็นที่มาของชื่อสถานที่แห่งนี้ "Geysir" ข้างๆ มีอีกครอบครัวหนึ่งกำลังยืนแถวบ่อน้ำพุร้อนนี้อยู่เหมือนกัน เรายิ้มในใจเมื่อเห็นว่า พวกเขาพาชายคนหนึ่งที่นั่งบนรถเข็นมาเที่ยวและชื่นชมความน่าทึ่งของธรรมชาติไปกับพวกเขาด้วย แม้ทางเดินอาจจะไม่ได้สะดวกมากนักก็ตาม สักพักเราก็ได้ยินเสียงดังตู้มม! จากตรงที่มีคนมุงดูกันอยู่เยอะๆ นั่นเอง มันคือเสียงของน้ำพุระเบิด! ปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งเป็นไฮไลท์ของที่นี่...

ทัวร์ในไอซ์แลนด์มีให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย เท่าที่เราเห็นตอนค้นหาข้อมูลก็จะมีทั้งทัวร์พาปีนธารน้ำแข็ง ทัวร์นั่งเรือชมธารน้ำแข็ง ทัวร์ขี่สโนว์โมบิล ทัวร์ชมถ้ำน้ำแข็ง และตอนที่เรามาถึงก็เห็นว่ามีทัวร์ชมแมวน้ำและปลาวาฬด้วย เราอยากจะไปมันให้หมดนี่เลยแต่ติดอยู่ที่งบประมาณนี่แหละ! เราก็เลยเลือกเพียงแค่ทัวร์เดียวเท่านั้นที่คิดว่าน่าจะมีความพิเศษที่สุดนั่นก็คือทัวร์ชมถ้ำน้ำแข็ง ช่วงที่เราไปเที่ยวไอซ์แลนด์เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เป็นช่วงของฤดูใบไม้ผลิที่กำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาวพอดี แต่โชคดีที่ยังมีถ้ำน้ำแข็งแห่งหนึ่งในไอซ์แลนด์ที่สามารถเข้าไปชมได้ตลอดปี ที่นี่มีชื่อว่า Mýrdalsjökull glacier เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: ทัวร์ถ้ำน้ำแข็งในไอซ์แลนด์ที่ Mýrdalsjökull glacier วันนี้ตื่นมาปุ๊ป เตรียมตัวเสร็จก็รีบออกเดินทางจากเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss) ไปยังเมืองวิก (Vik) ในที่จอดรถใกล้กับร้าน Ice Cave Bistro/Restaurant ซึ่งเป็นจุดนัดหมายก่อนการไปทัวร์ด้วยกันในวันนี้ เวลานัดคือ 11.30 น. พอใกล้ถึงเวลาพวกเราเดินหาจนทั่วที่จอดรถก็ไม่เจอกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือรถที่จะพาไปทัวร์เลย จนสักพักมีรถจิ๊บคันนึงขับมาจอดที่หน้าร้านอาหารพร้อมป้าย Arctic Adventure แล้วก็มีชาวไอซ์แลนด์คนนึงเดินลงมาทักทาย เราแอบตื่นเต้นที่ได้เจอคนไอซ์แลนด์และได้พูดคุยด้วยเป็นครั้งแรก (ถ้าไม่นับพนักงานต้อนรับที่โรงแรม) พวกเรามาถึงเป็นคนแรกๆ เลยยังต้องรอนักท่องเที่ยวคนอื่นกัน สักพักก็มีรถอีกคันตามมา ซึ่งเป็นไกด์ของเราในวันนี้ ทั้งสองคนเป็นชายต่างวัย แต่ต่างก็ไว้หนวดไว้เครา ให้เราเดาผู้ชายไอซ์แลนด์ส่วนใหญ่ก็น่าจะไว้หนวดแนวๆ นี้เหมือนกัน เพราะด้วยอากาศหนาวแทบจะตลอดทั้งปีของที่นี่ สักพักพวกเราก็นั่งกันจนเต็มคันรถ...

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองเดินทางมาถึงวันที่ 5 แล้ว เวลาผ่านไปไวมาก.. แป๊บเดียวเราก็เดินทางกันมาเกินครึ่งทางแล้ว วันนี้ถือได้ว่าเป็นวันที่เราชอบมากที่สุดในทริปเที่ยวไอซ์แลนด์ 7 วันเลยล่ะ เพราะเป็น "Glacier day" วันที่เราได้มีโอกาสเห็นธารน้ำแข็งเป็นครั้งแรกในชีวิต! ตื่นเต้นมาก มันทั้งสวยทั้งยิ่งใหญ่ ต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกแบบรัวๆ แถมวันนี้ยังเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ เจอสถานที่ท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์สวยๆ ระหว่างทางนอกเหนือจากแพลนที่วางไว้ตอนหาข้อมูลอีกแล้ว และวันนี้ก็มีมากเป็นพิเศษ เราเดินทางจากเมืองวาเกสสตาเดียร์ (Vagnsstadir) มุ่งหน้าไปยังเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss) จอดแวะที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่แรกคือเกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) และหาดไดมอนด์บีช (Diamond beach) ปิดท้ายด้วยอุทยานแห่งชาติสกาฟทาเฟล (Skaftafell National Park) ในช่วงเย็น เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: เกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) ที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่แรกสำหรับวันนี้คือเกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) ขับรถออกมาจากที่พักในเมือง Vagnsstadir แค่ประมาณ...

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองวันที่สี่นี้ เราวางแผนไว้ว่าต้องออกเดินทางจากเมืองเอกิลสตาเดียร์ (Egilsstadir) ไปที่เมืองวาเกสสตาเดียร์ (Vagnsstadir) ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงด้วยกัน แต่ก่อนจะออกเดินทางจริงๆ เรามานั่งคุยกันเพื่อตัดสินใจอีกครั้งว่าจะขับรถขึ้นไปแวะเที่ยวที่ Borgarfjardarhöfn ในวันนี้กันดีไหมเพราะต้องขับรถย้อนกลับขึ้นไปอีกทางประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ จริงๆ แล้วเราวางแผนไว้ว่าจะไปตั้งแต่เมื่อวานแต่ก็ค่ำซะก่อนเพราะแวะกันที่อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park) ระหว่างทางเข้าโดยบังเอิญ เราอยากไปที่นั่นมากๆ เพื่อไปดูนกพัฟฟิน (Puffin) ส่วนแฟนยังลังเลเพราะต้องขับรถย้อนกลับไปไกลโดยที่ไม่รู้เลยว่าจะได้เจอแน่ๆ รึเปล่า จนแฟนถามว่าอยากไปจริงๆ ใช่ไหม เราก็ยืนยันว่าใช่ จนสุดท้ายก็พากันขับรถมุ่งหน้าไปยัง Borgarfjardarhöfn ในที่สุด เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: Borgarfjardarhöfn เราได้ยินชื่อและเห็นหน้าตาน่ารักของเจ้านกพัฟฟินครั้งแรกจากบล็อกเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง เมื่อ Walter Mitty บอกฉันให้หนีจากไทยไปผจญภัยที่ไอซ์แลนด์ ใน a day magazine ออนไลน์ พวกเค้าโชคดีได้เห็นนกพัฟฟินโดยบังเอิญ ทำให้เราอยากไปตามล่าหานกพัฟฟินในไอซ์แลนด์ดูบ้างถ้ามีโอกาส เพราะตอนอยู่ไทยเราชอบดูนกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ลองค้นหาที่ดูพัฟฟินในไอซ์แลนด์ก็เจอแต่แบบที่ต้องไปกับทัวร์...

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองวันที่สาม เราออกเดินทางจากเมืองอาร์บอท (Arbot) ไปยังเมืองเอกิลสตาเดียร์ (Egilsstadir) ตื่นมาก็กินคอนเฟลกตอนเช้าให้พออิ่มท้อง แพ็คกระเป๋ากันอีกวันจนเสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินทางได้ วันนี้เราจะไปที่เที่ยวไอซ์แลนด์อีกแห่งที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือน้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall) แม้ในไอซ์แลนด์จะมีน้ำตกมากมายหลายแห่งแต่น้ำตก Dettifoss ควรถูกเพิ่มไว้ในรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์ที่น่าไป เพราะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำตกที่เป็นทรงพลังมากที่สุดในยุโรป! เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park) แต่ก่อนจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ ระหว่างทางเราเจอป้ายบอกทางไปยังอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park) พอดี เราก็เลยตัดสินใจแวะเข้าไปดูภายในอุทยานกันเพราะยังไงวันนี้ก็มีเวลาเหลือเฟือ แม้เราแพลนไว้ว่าจะมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ในอีกสองวันข้างหน้าก็ตาม เคยดูในแผนที่แล้วเห็นว่าอุทยานวัทนาโจกุลมีขนาดใหญ่มาก เกือบ 1 ใน 4 ของประเทศเลยก็ว่าได้ มาเจอทางเข้าแบบบังเอิญทั้งทีก็เลยหยุดแวะกันซะหน่อย ขับรถกันเข้ามาจนถึงจุดต้อนรับนักท่องเที่ยว ด้านหน้ามีป้ายแนะนำเส้นทางเดินป่าภายในอุทยาน Vatnajökull ให้ดูซึ่งมีอยู่หลายเส้นทางด้วยกัน ใช้เวลาตั้งแต่ 1.5 - 2 ชั่วโมงไปจนถึง 6 - 7 ชั่วโมง เราสายขี้เกียจเลยบอกแฟนว่าเลือกเดินเส้นทางที่สั้นที่สุดกัน!...

จุดหมายในเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองวันที่สองของเราคือเมืองอาร์บอท (Arbot) ซึ่งห่างจากเมืองอาคูเรย์รี่ (Akureyri) แค่ประมาณ 60 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ใกล้กว่าเส้นทางในวันแรกหลายเท่า! วันนี้คนที่ขับรถก็เลยขับได้แบบสบายๆ ถึงระยะทางจะใกล้แต่ระหว่างทางมีสถานที่ท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์ให้แวะเยอะมาก และที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่เราแวะกันที่แรกก็คือน้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall) ขับไปตามถนนเส้นหลักออกจากโรงแรม Akureyri H.I. Hostel แค่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง สังเกตได้เลยว่าเป็นจุดแวะเที่ยวเพราะเห็นรถจอดอยู่เต็มไปหมด เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall) น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall) แปลเป็นไทยได้ว่า "น้ำตกของพระเจ้า" ชื่อนี้มีที่มาที่น่าสนใจ สมัยก่อนคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวนอร์วีเจียนที่นับถือศาสนานอร์ส (Norse religion) บูชาเทพอย่าง Thor, Odin, Loki และ Freya จนกระทั่งในปี ค.ศ. 930 ที่ไอซ์แลนด์มีการจัดตั้งเป็นเครือรัฐขึ้นมา ก็เกิดแรงกดดันให้ผู้คนที่นี่ต้องหันมานับถือศาสนาคริสต์แทน เพราะไม่อย่างนั้นอาจถูกรุกรานจากคนในฝั่งยุโรปได้ ซิงเควลลิร์ (Þingvellir) เป็นที่ที่มีการพบปะกันของตัวแทนในสภาปีละครั้ง โดยผู้ที่เป็นผู้รักษากฎในตอนนั้นจะต้องทำหน้าที่ในการตัดสินใจ...