Travel

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองวันที่สอง จุดหมายในวันนี้ของเราคือเมืองอาร์บอท (Arbot) ซึ่งห่างจากเมืองอาคูเรย์รี่ (Akureyri) แค่ประมาณ 60 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ใกล้กว่าเส้นทางในวันแรกหลายเท่า! วันนี้คนที่ขับรถก็ขับได้แบบสบายๆ เลย ถึงระยะทางจะใกล้แต่ระหว่างทางมีสถานที่ท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ให้แวะเยอะมาก ที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่แรกที่เราแวะกันคือน้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall) ขับไปตามถนนเส้นหลักออกมาจากโรงแรม Akureyri H.I. Hostel แค่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง สังเกตได้เลยว่าเป็นจุดแวะเที่ยวเพราะเห็นรถจอดอยู่ในที่จอดรถเต็มไปหมด เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)   ที่เที่ยวในไอซ์แลนด์อย่าง น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall) แปลเป็นไทยได้ว่าน้ำตกของพระเจ้า ซึ่งชื่อนี้มีที่มาที่น่าสนใจ สมัยก่อนคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวนอร์วีเจียนผู้นับถือศาสนานอร์ส (Norse religion) ที่บูชาเทพอย่าง Thor Odin Loki และ Freya จนกระทั่งในปี ค.ศ. 930 ที่มีการจัดตั้งเป็นเครือรัฐขึ้นมา เกิดแรงกดดันให้ผู้คนต้องหันมานับถือศาสนาคริสต์มากขึ้น...

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองเป็นทริปที่เรารอคอยมานาน หลังจากที่เที่ยวยุโรปมาเกือบ 2 เดือนตั้งแต่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมัน สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก โปแลนด์ สเปน ออสเตรีย และฮังการี ซึ่งทุกที่ล้วนเป็นเมืองทั้งนั้นเลย เราก็เลยอยากเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวท่ามกลางธรรมชาติกันบ้าง ทำให้นึกถึงประเทศไอซ์แลนด์ขึ้นมา ลองเสิร์ชดูก็พบว่าไอซ์แลนด์เข้าร่วม EFTA (European Free Trade Area) และอยู่ภายใต้วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) ด้วย เราเลยแบ่งเวลาหนึ่งอาทิตย์ไว้สำหรับ Road trip ในไอซ์แลนด์โดยเฉพาะ พวกเราค้นหาข้อมูลสำหรับการเดินทางในประเทศไอซ์แลนด์ล่วงหน้า ทั้งเรื่องเช่ารถ จองที่พักในแต่ละคืน และวางแผนเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากจะไปในแต่ละวัน เพราะเราอยากขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน การเดินทางจะได้เป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้นและเป็นทริปประหยัด เนื่องจากค่าครองชีพในไอซ์แลนด์ค่อนข้างแพง แต่เราบอกได้เลยว่า ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่ควรค่าแก่การมาให้ได้ซักครั้งในชีวิต เพราะธรรมชาติของที่นี่สวยงามจนเกินบรรยาย...

เที่ยวอินส์บรุค (Innsbruck) เป็นเหมือนกำไรมากกว่า เพราะจริงๆ แล้วเราตั้งใจมาหาเพื่อนชาวออสเตรีย ที่รู้จักกันตอนที่เธอมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในไทยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นพวกเราไปเที่ยวด้วยกันบ่อยมาก พอเราได้มีโอกาสมาเที่ยวยุโรปด้วยตัวเองทั้งที ก็เลยพยายามหาเวลาไปหาถึงที่ แล้วก็เที่ยวอินส์บรุค (Innsbruck) ไปในตัวด้วยซะเลย ตอนนี้เธอทำงานด้านการตลาดอยู่ที่นี่หลังจากเรียนจบโทจากมหาวิทยาลัยของเมืองนี้ เค้าน่ารักมาก ทั้งขี่จักรยานมารับ สละห้องตัวเองให้เราเข้าพัก แล้วไปนอนห้องของเพื่อนแทน พาทัวร์เมือง แฮงค์เอาท์ตอนกลางคืน นั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไปดูวิวของเมืองอินส์บรุคบนเทือกเขาแอลป์ กินอาหารในร้านอร่อย ทำให้เรามีช่วงเวลาดีๆ ในเมืองเล็กๆ ที่อบอุ่นแห่งนี้.. เมืองอินส์บรุค ประเทศออสเตรีย จากฟุสเซน (Fussen) ไป อินส์บรุค (Innsbruck)   จากมิวนิค (Munich) ไป อินส์บรุค (Innsbruck) พวกเราเดินทางจากมิวนิคมาที่เมืองการ์มิช-พาร์เทินเคียร์เชิน (Garmisch-Partenkirchen) ด้วยรถไฟกันก่อน จากนั้นก็ขึ้นรถบัส Flixbus มาที่อินส์บรุคอีกทีในช่วงกลางคืน ซึ่งใช้เวลาแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง...

ปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein castle) คือแหล่งท่องเที่ยวประเทศเยอรมันที่เราอยากไปเที่ยวมากที่สุด เพราะเคยได้ยินมาว่าปราสาทนอยชวานสไตน์ (Neuschwanstein castle) เป็นปราสาทต้นแบบของปราสาทดิสนีย์! ปราสาทแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองฟุสเซน (Fussen) ซึ่งเมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดก็คือมิวนิค (Munich) ตัวปราสาทอยู่ไม่ไกลจากชายแดนของประเทศเยอรมันที่ติดอยู่กับเมืองอินส์บรูค (Innsbruck) ประเทศออสเตรียมากนัก เราเลยวางแผนว่าหลังจากที่ไปเที่ยวปราสาทนอยชวานสไตน์แล้ว จะไปหาเพื่อนชาวออสเตรียที่อยู่ในอินส์บรูค (Innsbruck) ต่อซะเลย   ปราสาทนอยชวานสไตน์ รีวิว   พวกเราบินตรงมาจากเมืองบาร์เซโลนา (Barcelona) ประเทศสเปนตอนกลางคืนและมาถึงที่เมืองมิวนิค (Munich) ช่วงเช้าในราคา 45 ยูโร (1,450 บาท) ต่อคน ด้วยการจองตั๋วเครื่องบินออนไลน์ผ่าน Skyscanner เปรียบเทียบราคาในช่วงเวลาที่ต้องการเดินทางและเลือกเที่ยวบินราคาถูก โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นสายการบิน Wizz Air หรือไม่ก็ Ryan Air สำหรับการเดินทางในยุโรป จากนั้นพวกเราก็ซื้อตั๋วรถไฟที่เครื่องซื้อตั๋วอัตโนมัติหน้าสถานี ซึ่งสถานีรถไฟนั้นเชื่อมต่อกับสนามบินมิวนิค (Munich International Airport) โดยตรงเลย...

Paco Meralgo ร้านอาหารแนะนำในบาร์เซโลนาที่เรารู้จักมาจากเพื่อนของแฟนอีกทีนึง เพราะเค้าชอบอาหารของทางร้านจนเขียนบล็อกถึงร้านนี้เอาไว้ด้วย แถมร้านยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของเราพอดี เย็นวันนึงพวกเราเลยเดินตามหาร้านนี้กัน พอมาถึง ก็เดินตรงดิ่งเข้าไปในร้านเพื่อหาที่นั่ง แต่ที่ร้านยุ่งมาก ที่นั่งเต็มเอี๊ยด พนักงานก็เดินกันวุ่น เค้าก็เลยให้พวกเราไปรอหน้าร้านกันก่อนแล้วจะเรียกพอมีที่นั่งว่างแล้ว ซักพักก็เริ่มมีคนมารอคิวเพิ่ม บางคนก็ถือแก้วไวน์ ดื่มไปคุยไปกันที่หน้าร้าน พวกเราเลยเอาบ้าง สั่งไวน์มาจิบรอคิวหน้าร้านซะเลย แต่ไม่นานนักก็ถึงคิวของพวกเราพอดี Paco Meralgo เป็นร้านที่ไม่ได้ใหญ่มาก มีที่นั่งแบบเค้าเตอร์เล็กๆ อยู่เป็นส่วนใหญ่ อีกฝั่งที่เป็นโต๊ะใหญ่ก็ถูกจองไว้เป็นที่สังสรรค์ของกลุ่มพนักงานบริษัทไปแล้ว พวกเราได้ที่ว่างตรงโซนที่เป็นโต๊ะเค้าเตอร์เล็กๆ แม้พื้นที่จะน้อย และมีเสียงคุยของแขกในร้านเป็นระยะ แต่เรากลับไม่รู้สึกอึดอัดเลยซักนิด ด้านล่างโต๊ะก็มีที่ให้แขวนกระเป๋าด้วย พนักงานก็สุภาพ มาถึงก็จัดจานพร้อมยื่นเมนูให้ด้วยความรวดเร็ว เมนูมีแค่หน้าเดียวแต่พวกเราคิดกันอยู่นานเลยว่าจะกินอะไรดี เพราะมันน่ากินไปซะหมด! เมนูร้าน PACO MERALGO  Chunks of black pepper beef fillet เราเห็นในเมนูคำว่า "for meat lovers" ก็รีบหันไปดูเลยว่ามีเมนูอะไรบ้าง หลายวันมานี้อยากกินสเต๊กเนื้อมากก็เลยสั่งเป็น Chunks...

บาดาโลนา (Badalona) เป็นอีกเมืองที่อยู่ห่างจากบาร์เซโลนา (Barcelona) เพียงแค่ 11 กิโลเมตรเท่านั้น เมืองนี้มีดีที่เป็นเมืองติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พวกเรามีเวลาในสเปนทั้งหมดประมาณ 4 วันด้วยกัน เราใช้เวลา 2 วันเต็มๆ ดื่มด่ำไปกับผลงานสถาปัตยกรรมของเกาดี (Gaudi) ที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาเยือนอย่างซากราดาฟามิเลีย (Sagrada Familia) ปาร์ค กูเอล (Park Guell) และคาซามิลา (Casa Mila) อีก 1 วันเราใช้เวลาไปกับการนั่งเขียนบล็อกในคาเฟ่แถวที่พัก และอีก 1 วันเราตั้งใจไว้ว่าจะไปเดินเล่นชายทะเลที่นี่แบบชิวๆ มาเที่ยวประเทศสเปนที่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งที จะไม่พาตัวเองไปสูดอากาศริมทะเลซะหน่อยก็คงจะรู้สึกว่าเหมือนพลาดอะไรดีๆ ไป พวกเราเลือกที่จะหลีกหนีโซนนักท่องเที่ยวที่ชายหาดชื่อดังในบาร์เซโลนา มาเดินเล่นแถวชายทะเลที่ใกล้กับที่พักในบาดาโลนาแทน เดินไปจนถึงชายหาดก็บังเอิญเจอเข้ากับร้านขายอาหารริมทะเลน่านั่งอยู่ร้านนึง พวกเราเลยนั่งเล่นที่นี่กัน ร้านนี้มีชื่อว่า WAYRA เป็นแค่ร้านเล็กๆ แต่น่ารักมาก แถมตั้งอยู่ริมทะเลในมุมที่เราสามารถกินไป นั่งมองวิถีชีวิตของชาวสเปนริมชายหาดแถวนี้ไปได้ด้วย และที่สำคัญที่สุดเลยก็คืออาหารของที่ร้านอร่อยมาก! เราสั่ง...

คาซา มิลา (Casa Mila) หรือลา เปเดอรา (La Pedrera) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราค้นหาข้อมูลที่เที่ยวบาร์เซโลนาแล้วอยากไป เป็นเพียงแค่อพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง แต่ปัจจุบันกลายเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของบาร์เซโลนาเนื่องจากเป็นอีกหนึ่งผลงานของเกาดี (Gaudi) โดยยังคงความแปลกในแบบฉบับของเค้า แต่ด้านในกลับซ่อนความสวยงามที่ได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติอีกเช่นเคย ในวันเดียวกัน ช่วงบ่ายเราไปเที่ยวปาร์ค กูเอล (Park Guell) สวนสาธารณะเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนเขา เมื่อมองมาด้านล่าง สามารถเห็นวิวของเมืองบาร์เซโลนาคู่กับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้ ส่วนช่วงเช้าเราแวะมาเที่ยวที่คาซา มิลา (Casa Mila) ในย่าน Passeig de Gràcia หนึ่งในย่านที่เรียกได้ว่าชิคที่สุดในบาร์เซโลน่าตั้งแต่ช่วงปี 1900 เป็นย่านเศรษฐกิจ เต็มไปด้วยเหล่าร้านอาหาร คาเฟ่ โรงหนัง และร้านค้ามากมาย ตึกใหม่ๆ หลายแห่งพากันแย่งขึ้นเต็มไปหมดในยุคนั้น คาซา มิลา (Casa Mila) สร้างมาตั้งแต่ปี 1906 -...

ปาร์ค กูเอล (Park Guell) เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่เราตั้งใจจะไปเมื่อเดินทางมาถึงเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ส่วนสถานที่แรกที่เราไปมาแล้วก็คือซากราดาฟามีเลีย (Sagrada Familia) โบสถ์ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่ไม่เหมือนโบสถ์ที่ไหนในโลก ฝีมือของเกาดี (Gaudi) สถาปนิกชื่อดัง หากลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวในบาร์เซโลนา เหล่าอาคารสถาปัตกรรมต่างๆ ที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกคนนี้จะขึ้นโชว์มาเป็นแถวๆ หนึ่งในนั้นก็คือปาร์ค กูเอล (Park Guell) สวนเก่าแก่บนเขาคาร์เมล (Carmel) กลางเมืองบาร์เซโลนาแห่งนี้นั่นเอง มุมนี้คือมุมฮิตที่ถูกใช้เป็นรูปโฆษณาที่น่าจะเห็นกันอยู่บ่อยๆ ต้องเดินเข้ามาในสวนซักพักเลย กว่าจะถึงทางเข้าจริงๆ ที่มีพนักงานยืนรอเช็คตั๋วอยู่ จากนั้นให้เดินเข้าไปทางซ้ายมือที่เป็นบริเวณของเก้าอี้เซรามิกยาวบนพื้นที่ขนาดกว้าง พร้อมกับนักท่องเที่ยวที่กำลังนั่งเล่นอยู่ที่นี่เยอะมาก จากมุมนี้เราสามารถเห็นวิวของเมืองบาร์เซโลนาได้อย่างกว้างขวางแถมยังเห็นวิวทะเลอยู่ไกลๆ ด้วย ตอนเราไปเค้ากำลังปิดปรับปรุงบางส่วนอยู่ด้วย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของที่นี่ลดน้อยลงไปเลย เพราะเสน่ห์ของที่นี่คือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่ในทุกซอกทุกมุมจริงๆ มุมนี้มีคิวคนยืนรอถ่ายรูปคู่เยอะมาก โดยเฉพาะสาวๆ เราเลยแอบขยับมาอีกหน่อย จะได้ถ่ายได้เลย ไม่ต้องรอนานเพียงเพราะแค่อยากได้รูป ฮ่าๆ ปาร์ค กูเอล (Park Guell) เป็นสวนที่มีความเก่าแก่มาก สร้างมาตั้งแต่ปี...

ซากราดาฟามีเลีย (Sagrada Familia) เป็นโบสถ์ขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในเมืองบาร์เซโลนา (Barcelona) ประเทศสเปน (Spain) ในปัจจุบัน ใช้เวลาสร้างนานกว่าชั่วอายุคน ปัจจุบันผ่านมากว่า 137 ปีก็ยังไม่แล้วเสร็จ แม้ศิลปินผู้ออกแบบอย่าง 'เกาดี' จะจากโลกนี้ไปแล้วกว่า 93 ปี เขาได้ใช้ชีวิตบั้นปลายทุ่มเทให้กับผลงานชิ้นนี้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น "My good friends are dead; I have no family and no clients, no fortune nor anything. Now I can dedicate myself entirely to the Church" เกาดี (Gaudi) มีชื่อเต็มๆว่า แอนโทนี...

เที่ยวเมืองโคโลญ (Cologne) คงไม่สมบูรณ์ถ้าไม่ได้พูดถึงมหาวิหารโคโลญ (Cologne Cathedral) ซึ่งเป็นจุดหมายของเราในการกลับมาเที่ยวเยอรมันในครั้งนี้ แต่ความตั้งใจจริงๆของเราคือการมาเยี่ยมเพื่อนสนิทของแฟนชาวเยอรมันที่อาศัยอยู่ที่นี่ต่างหาก (เราเลยประหยัดค่าที่พักไปได้ตั้ง 3 คืนด้วย เย่!) พวกเราเดินทางมาที่เมืองโคโลญด้วยเครื่องบินจากเมืองคราคลุฟ (Krakow) ประเทศโปแลนด์ (Poland) หลังจากแวะไปที่พิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ (Auschwitz concentration camp museum) ในราคาประมาณ 50 ยูโร (1,700 บาท) ต่อคนผ่านการค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกผ่าน Skyscanner ลานทรายสำหรับเด็กที่หน้าอพาร์ทเมนต์ของเพื่อนชาวเยอรมัน สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินในเมืองโคโลญ (Cologne) Chocomel เป็นเครื่องดื่มช็อกโกแลตที่เราชอบมากตั้งแต่ตอนไปเที่ยวเนเธอร์แลนด์แล้ว เพิ่งรู้ว่ามีขายที่เยอรมันด้วย! พวกเราเหนื่อยกันมากกว่าจะพากันแบกกระเป๋าเป้หนักๆและหาทางเดินจากสถานีรถไฟไปที่ที่พักของเพื่อนได้ถูก พอไปถึงแฟนของเพื่อนที่เพิ่งกลับมาจากงานประจำก็ต้อนรับพวกเราด้วยรอยยิ้ม เธอกำลังเตรียมอบพิซซ่าที่ทำด้วยตัวเองที่บ้านสำหรับมื้อเย็นของพวกเราอยู่พอดีเลย เพียงแค่ต้องรอเพื่อนของแฟนเราที่ต้องเดินทางมาจากอีกเมืองด้วยรถไฟเท่านั้น เพราะพวกเขากำลังจะไปเที่ยวอิตาลีด้วยกันเร็วๆนี้ เราเองก็อยากกินพิซซ่าที่อิตาลีกับเขาบ้าง! เที่ยวเมืองโคโลญ (Cologne): มหาวิหารโคโลญ (Cologne Cathedral) มหาวิหารโคโลญ (Cologne Cathedral) โบสถ์ใหญ่มาก ถ่ายรูปยังไงก็เก็บไม่หมด เมืองโคโลญเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศเยอรมันรองมาจากเมืองเบอร์ลิน ฮัมบูร์ก...