Travel

ตอนที่แล้วเราพาเดินเล่นในใจกลางเมืองของอัลค์มาร์กันไปแล้ว ตอนนี้เราจะพาเปลี่ยนบรรยากาศไปขี่จักรยานท่ามกลางธรรมชาติของอัคล์มาร์กันบ้างค่ะ เรา แฟน และเพื่อนดัตช์พากันขี่จักรยานจากบ้านไปที่ Klimduin Schoorl ที่นี่มีทั้งเนินทรายธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นให้ผู้คนได้มาวิ่งเล่นขึ้นลงกันให้เมื่อย โดยเฉพาะเด็กๆและครอบครัว รอบๆล้อมไปด้วยต้นไม้เปรียบเสมือนป่าขนาดใหญ่ของเมือง กว่าจะปั่นจักรยานมาถึงที่เนินทรายที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ว่า (The Climbing Dune in Klimduin Schoorl) เราอ่วมเลยเพราะปั่นกันไปเกือบ 7-8 กิโลได้ ทางจักรยานไปยัง Klimduin Schoorl แกะ แกะ และแกะเต็มไปหมดเลยระหว่างทาง ชอบวิวนี้มากเลยถ่ายเก็บไว้ เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีทั้ง 2 ฝั่ง จักรยานของเพื่อนเราคันใหญ่มากและที่นั่งขนาดปรับลงมาจนสุดแล้วก็ยังสูงเกินไปสำหรับเราอยู่ดี เวลาเราถีบจักรยานต้องยืดขาสุดตัวเลยเพื่อปั่น ขอบ่นนิดหน่อยแต่การปั่นจักรยานที่นี่มันดีจริงๆ เพื่อนไม่ยอมบอกเราว่าต้องปั่นไปไกลแค่ไหน เราเลยได้แต่ปั่นตามไปเรื่อยๆ พอเราถามว่า "Are we there yet?" ถึงยังเนี่ย? เพื่อนก็ได้แต่บอกว่าใกล้แล้วๆ ทุกที ฮ่าๆ อีกหนึ่งกำลังใจของการปั่นจักรยานครั้งนี้คือวิวระหว่างทางและผู้คนที่ต่างก็พากันขี่จักรยานสวนกันไปมา ผู้คนมากมายไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่...

เที่ยวอัลค์มาร์ด้วยตัวเอง: แชร์ประสบการณ์ใช้ชีวิต 1 อาทิตย์ในบ้านคนดัตช์ ภาพของอาคารบ้านเมืองในเมืองอัลค์มาร์หลังจากออกจากสถานีรถไฟ Alkmaar วันที่เราไปอัมสเตอร์ดัมวันแรกเป็นช่วงเทศกาล Pride ทำให้เห็นนักท่องเที่ยวเดินไปมาอยู่ตามท้องถนนมากมาย เห็นขยะตามรายทางบ้างจากการเฉลิมฉลองในวันก่อนหน้า ทำให้ความคาดหวังที่มีว่าอัมสเตอร์ดัมน่าจะเป็นเมืองที่เงียบสงบและสะอาดสะอ้านถูกหดลดลงไปบ้าง แต่เพื่อนเราคนไทยที่เคยมาเที่ยวที่อัมสเตอร์ดัมบอกว่าปกติตอนไม่มีเทศกาลไม่เป็นแบบนี้และสะอาดกว่านี้ เราไปเที่ยวอัมสเตอร์ดัม 2 วันด้วยกันคือวันนึงที่เป็นช่วงเทศกาลและอีกวันหลังจากนั้นหลายวัน บรรยากาศต่างกัน หากเพื่อนๆเดินเล่นไปเรื่อยๆจนออกจากโซนท่องเที่ยวมาแล้วก็จะได้เห็นอีกมุมของที่นี่ ที่ๆที่เป็นย่านอาศัยของคนอัมสเตอร์ดัมจริงๆ เงียบสงบและน่าอยู่.. ภาพด้านล่างเป็นตู้แลกหนังสือที่ตั้งอยู่หน้าบ้านในเมืองอัลค์มาร์ เจ้าของบ้านตั้งไว้ให้เผื่อใครอยากได้หนังสือเล่มไหนไปอ่านก็หยิบไปได้เลย ใครอยากยื่นหมูยื่นแมว เอาหนังสือของตัวเองมาแลกให้เจ้าของบ้านอ่านด้วยก็ได้ ทำไมน่ารัก ก็แบ่งปันกันซี อยู่ละแวกเดียวกัน :) หากเพื่อนๆพอจะมีเวลาเที่ยวนอกเมืองอัมสเตอร์ดัมบ้าง เราอยากแนะนำอีกหนึ่งเมืองที่ไม่ไกลจากอัมสเตอร์ดัมนักให้ได้รู้จักกันค่ะ โดยสามารถนั่งรถไฟไปได้จากสถานี Amsterdam Centraal ประมาณ 40 นาทีเท่านั้น เมืองนี้มีชื่อว่า "อัลค์มาร์" (Alkmaar) เมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศเนเธอร์แลนด์ เที่ยวอัลค์มาร์ด้วยตัวเอง: บ้านของคนดัตช์ เราได้มีโอกาสอยู่ที่เมืองนี้นานกว่าอัมสเตอร์ดัมเพราะแวะมาเยี่ยมเพื่อนชาวดัตช์ด้วยซึ่งบ้านของครอบครัวเค้าตั้งอยู่ที่เมืองนี้ จากการที่ได้มีโอกาสไปอาศัยในชายคาบ้านเดียวกันกับคนดัตช์เป็นเวลา 1 อาทิตย์ก็ได้เห็นการใช้ชีวิตของคนที่นี่อย่างใกล้ชิดขึ้นมาอีกหน่อย บ้านของพวกเค้าน่ารักมาก บ้านของเพื่อนเป็นหนึ่งในบ้านแฝดที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านคล้ายหมู่บ้านจัดสรรในไทยนี่ล่ะ แต่ที่นี่ไม่มีการปิดทางเข้าออกที่ต้องมียามเฝ้าอยู่ที่ป้อมที่แทบจะหลับตลอดเวลาหรือต้องมีรั้วกั้น บ้านแบบดัตช์เป็นบ้านทรงสูง ข้างในมีหลายชั้น เรานอนชั้นบนสุดซึ่งเป็นห้องใต้หลังคาที่เคยเป็นห้องนอนของน้องสาวเพื่อนมาก่อน...

รีวิวเที่ยวอัมสเตอร์ดัมด้วยตัวเอง: เล่าสภาพอากาศตอนไปเที่ยวอัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) ในเดือนสิงหาคม ช่วงหน้าร้อน ต่างจากบ้านเราที่พระอาทิตย์ขึ้นประมาณ 6 โมงเช้าและตกดินเวลา 6 โมงเย็นเหมือนกันในทุกวัน ซัมเมอร์ในยุโรปที่อยู่ในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนกันยายนของแต่ละปีนั้น กว่าฟ้าจะเริ่มมืดก็ปาเข้าไป 3 ถึง 4 ทุ่มนู่นแล้ว ทำให้วันๆนึงในช่วงหน้าร้อนของที่นี่ยาวนานกว่าปกติ เราเองก็ชอบมากเพราะให้ความรู้สึกว่า วันๆนึงมันนานกว่าเดิม ทำให้สามารถทำอะไรได้หลายอย่างใน 1 วันกว่าพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไป ตรงกันข้ามกับหน้าหนาวของที่นี่ที่ประมาณ 4 โมงเย็นพระอาทิตย์ก็เริ่มตกดินแล้ว ส่วนตอนเช้ากว่าพระอาทิตย์จะขึ้นก็ 9 - 10 โมง วันเวลาในช่วงหน้าหนาวเลยจะสั้นกว่ามาก บรรยากาศเต็มไปด้วยความเหน็บหนาวและมืดครึ้ม คนไม่ค่อยอยากออกไปไหนกันเพราะข้างนอกหนาวมาก ทำให้ส่วนใหญ่คนที่นี่จะชอบช่วงหน้าร้อนกันมากกว่า เพราะมีกิจกรรมมากมายรออยู่ที่สามารถทำได้ในช่วงหน้าร้อน มีเวลาขี่จักรยานชิวๆไปนู่นไปนี่ กินไอศครีมอร่อยๆ แต่งตัวสบายๆได้ ไม่ต้องแต่งตัวเป็นหมีกันตลอดเวลา แต่ในช่วงหน้าหนาวก็จะมีช่วงเทศกาลคริสต์มาสที่แต่ละบ้านจะพากันตกแต่งต้นคริสต์มาสจากต้นไม้จริงๆภายในบ้าน สถานที่ต่างๆก็พากันตกแต่งด้วยต้นคริสต์มาสและไฟสวยงาม และที่สำคัญคือมีตลาดในช่วงเทศกาลคริสมาส (Christmas market) ที่มีอาหารและของน่ารักๆมาขายมากมายให้คนได้ไปเดินเล่นดูนั่นดุูนี่และได้สนุกกัน คนไทยที่อยู่ในกรุงเทพตลอดแบบเรา ก็คิดไว้ตลอดว่าถ้าได้มายุโรปในช่วงหน้าหนาวบ้างก็น่าจะดี...

เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมก่อนไปเที่ยวยุโรป การเดินทางครั้งนี้จะเป็นการเดินทางที่ยาวนานที่สุดในชีวิตครั้งแรกของเรา ก่อนหน้านี้เคยเที่ยวแค่ในเอเชียตลอดเพราะว่าถูกกว่า ง่ายกว่า และรู้สึกปลอดภัยกว่า ทริปที่นานที่สุดที่เคยมีคือเที่ยวอินเดียด้วยตัวเองเป็นเวลา 2 อาทิตย์ แต่มันถึงเวลาแล้วที่เราจะพาตัวเองไปไกลกว่าเดิม พาตัวเองออกไปจาก comfort zone ที่มีในห้องสี่เหลี่ยมที่กรุงเทพ เราเลยตั้งใจเดินทางไปยุโรปเพื่อท่องเที่ยวเก็บประสบการณ์ชีวิตเป็นเวลาทั้งหมด 2 เดือนด้วยกันและถือโอกาสไปเยี่ยมครอบครัวของแฟนที่ประเทศเยอรมันเป็นครั้งแรกด้วย เราเลยตื่นเต้น (ปนเครียด) ไปซะทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องการขอวีซ่าเชงเก้นที่กลัวว่าจะไม่ผ่านเพราะเราไม่ได้มีงานประจำ เรื่องงานที่เราต้องหยุดงานฟรีแลนซ์ทุกอย่างที่มีเพราะอยากจะใช้เวลา 2 เดือนที่กว่าจะได้มานี้ให้คุ้มค่าที่สุดเพราะคงไม่ได้มีโอกาสแบบนี้อีกง่ายๆ และเรื่องเงินที่เราเก็บหอมรอมริบมาจะต้องร่อยหรอไประหว่างการเดินทางไกลครั้งนี้ แต่นั่นเป็นค่าการศึกษานอกตำราที่เราเต็มใจจ่าย และแน่นอนว่าจะต้องเป็นการเที่ยวแบบประหยัดและคุ้มค่าที่สุดแบบที่เราพยายามทำมาตลอดด้วยการวางแผนการเดินทางด้วยวิธีที่ถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้ เช็คอินเสร็จเราจะได้ตั๋วเครื่องบินมา 2 ใบ ใบแรกคือกรุงเทพ - โดฮา ใบที่สองคือโดฮา - อัมสเตอร์ดัม แนะนำวิธีเดินทางด้วยรถบัส รถไฟ และเครื่องบินในยุโรป (แนะนำวิธีหาตั๋วเครื่องบินราคาถูก) เปรียบเทียบราคาว่าเดินทางแบบไหนจะถูกที่สุดระหว่างเดินทางด้วยรถบัส รถไฟ หรือเครื่องบิน ก็เลือกอันนั้น หลังจากค้นดูราคาค่าตั๋วปรากฏว่าตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางภายในยุโรปราคาถูกมีอยู่เยอะมาก ที่ว่าถูกนี่คือถูกจนไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะ บางครั้งถูกกว่ารถบัสหรือรถไฟซะอีก ค่าเครื่องบินที่เราค้นเจออยู่ที่ประมาณ 300 -...

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เรากับเพื่อนหนีสงกรานต์ที่วุ่นวายในกรุงเทพ ไปเที่ยวพม่ากัน 2 คนแบบที่ไม่ได้หาข้อมูลอะไรไปก่อนมากนัก ตั้งใจแค่ว่าอยากจะไปเจดีย์ชเวดากอง วัดพุกาม และสะพานไม้อูเบ็งที่มัณฑะเลย์ เป็นทริปสั้นๆ 5 วันที่หารู้ไม่ว่า.. สงกรานต์ที่พม่าเค้าเล่นกันจริงจังม๊ากกก เหมือนไทยย้อนไปเมื่อก่อน ในยุคที่ไม่ได้มีใครห้ามไม่ให้เล่นน้ำใส่น้ำแข็ง เล่นแป้งกับท่ออัดฉีดน้ำ หรือยืนเล่นน้ำหลังรถได้ ปีนฉีดน้ำแทบไม่มีให้เห็น เพราะมันไม่สะใจพอ ที่นี่เค้าไม่ได้แค่ยืนหลังรถปิคอัพ แต่เค้ามาเป็นรถบรรทุก มากันทีหลายสิบคนยืนกันเต็มหลังรถพร้อมถังน้ำใหญ่ใส่น้ำแข็งแบบที่เราสู้ยังไงก็ไม่ชนะ โดนสาดใส่ทีก็หนาวสั่นกันไป Mandalay Palace ที่มัณฑะเลย์ เราเดินเล่นกันรอบๆพระราชวังเก่า (Mandalay Palace) มีเวทีคอนเสิร์ตเล็กๆตั้งอยู่โดยรอบ คอยเปิดเพลงและมีสายยางคอยฉีดน้ำใส่ผู้คนอยู่เรื่อยๆ มีวัยรุ่นพม่ารวมตัวกันอยู่หน้าเวทีเยอะมาก บ้างก็ซ้อนมอเตอร์มากันเป็นแก๊งค์ แอบน่ากลัวสำหรับเราอยู่ ฮ่าๆ แต่เราเดินไปกับเพื่อนพม่าผู้ชาย 2 คนที่เราเจอระหว่างที่นั่งรถไฟจากมัณฑะเลย์ไปพุกาม มีคนนึงพูดภาษาไทยได้ และคอยช่วยเหลือเราตลอดทริปหลังจากนั้น เลยไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ เดินเล่นดูนั่นนี่เสร็จก็ย้อนกลับมาหน้าโรงแรมของเรา เค้ามีน้ำบริการไว้ให้แขกเล่นได้ฟรีด้วย เล่นไปได้ซักพัก พี่น้องผู้หญิงชาวพม่าที่อยู่ตรงข้ามที่ข้ามถนนไปมาเพื่อเอาน้ำเย็นมาสาดเราที่หน้าโรงแรมก็ชวนเราไปเล่นสงกรานต์ด้วยกัน ทีนี้ละมีน้ำเย็นจากน้ำแข็งก้อนใหญ่ยักษ์ไว้เล่นกับเค้าบ้างแล้ว สาดคนที่เดินไปมาหรือขับรถผ่านได้ยินเสียงร้องเพราะน้ำเย็นทีก็ได้หัวเราะสนุกกัน...

มาเดินเล่นในตัวเมืองนาฮะกันบ้างดีกว่า.. วันนี้เราแวะไปกันที่ เขตุพื้นที่ชุ่มน้ำและศูนย์อนุรักษ์นกน้ำ (Manko Water Bird Wetland Center) แต่ก็ไม่เห็นนกกันซักตัว ฮ่าๆ เห็นแค่ปูตัวเล็กๆที่อยู่ในป่าชายเลน (Mangrove forest) ที่นี่เท่านั้น เพราะเราไปช่วงหน้าร้อนเดือนกรกฎาคม แต่จริงๆแล้วช่วงเวลาที่แนะนำให้ไปที่นี่คือช่วงหน้าหนาวเพราะเป็นแหล่งที่พักของเหล่านกชายฝั่งทะเลที่อพยพกันมา อย่างเช่น นกปากช้อนหน้าดำ (Black-faced Spoonbill) นอกจากนกแล้วก็ยังเป็นที่อยู่ของสัตว์อื่นๆในเขตป่าชายเลนอย่างเช่นพวกปลาและปูต่างๆ ถ้าใครไปโอกินาวะช่วงหน้าหนาวแนะนำให้ไปที่นี่กันค่ะ แหล่งธรรมชาติที่ใกล้ตัวเมือง เดินทางสะดวก แค่ลงที่ monorail สถานี Onoyama Koen station แล้วเดินประมาณ 15 นาทีก็ถึง Black-faced Spoonbill (Reference: wikipedia) เด็กๆน่าจะชอบ อย่างน้องคนนี้ เดินไป หยุดดูปูไป ฮ่าๆ น่ารักดี คุณแม่เค้าก็พูด "โคนิจิวะ" กับเราด้วย  บอกว่าถ่ายที่โอกินาวะใครจะเชื่อ เหมือนป่าชายเลนแถวชลบุรีอ่าเอาจริง ฮ่าๆ ดอกชบา...

เนื่องจากเรากับเพื่อนขับรถกันไม่เป็นแล้วอยากออกไปเที่ยวไกลๆหลายๆที่กันบ้าง พวกเราเลยตัดสินใจที่จะซื้อทัวร์แบบ 1 day tour กัน ซึ่งทัวร์ที่นี่มีหลายแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นทัวร์ดำนำดูปลาและประการัง นั่งเรือออกไปดูปลาวาฬ ปิ้งบาร์บีคิวริมชายหาด เที่ยวสวนสัปปะรด ทำ handmade ตัวชีซ่าหรือกรอปรูปจากเปลือกหอยด้วยตัวเอง และอื่นๆอีกมากมาย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเลือกทัวร์ในแบบที่ชอบได้ที่นี่เลยค่ะ Jumbo Tour in Okinawa หลังจากเลือกได้แล้วก็จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต และไปรอตามสถานที่ที่เค้าแจ้งไว้ว่าจะมีรถบัสมาจอดรอซึ่งก็จะไม่ไกลจาก Monorail station สามารถเดินไปได้ ทัวร์ที่เราเลือกราคา 6,000 เยน (1,800 บาท) รวมค่าตั๋วเข้าชมสถานที่แล้ว แต่ไม่มีไกด์ จะมีเป็นไฟล์เสียงให้ฟังบนรถแทน ทัวร์จะเน้นไปทางรับส่งเราซะมากกว่า แล้วให้เราได้ใช้เวลาแต่ละสถานที่ด้วยตนเองตามใจชอบ ซึ่งเราชอบเพราะว่าค่อนข้างอิสระดี ใช้เวลาตั้งแต่เช้ายันเย็นทั้งหมด 11-12 ชั่วโมง คือเอาจนคุ้มอ่ะ ไปทั้งหมด 4 ที่ด้วยกันคือ สะพานโคอุริ (Kouri bridge) นั่งรถออกจากตัวเมืองนาฮะมาถึงที่สะพานโคอุริใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง...

มาถึงโอกินาวะแล้วก็ต้องไปลุยแดดชายหาดกันหน่อยที่เกาะมินนะจิมะหรือเกาะครัวซองต์ พี่ยอมแล้วทุกอย่าง เพราะน้ำทะเลที่นี่สีสวยเหลือเกินและน้ำก็ใสมากจริงๆค่ะคุณขา ไม่เชื่อไปดูรูปสิ เรามากับเพื่อน 2 คน ไม่มีใครขับรถเป็นเลย ก็เลยไปที่เกาะนี้แบบลุยๆด้วยการนั่งรถบัสไปกันเองแบบตาม google map ไป ฮ่าๆ สามารถนั่ง monorail ไปลงที่สถานี Kensho mae station และเดินไปที่ Kensho-kitaguchi bus station จะมีรถบัสจอดรออยู่ ก็ลองถามคนขับว่าไปลง Motobu รึปล่าว พอเค้าพยักหน้าก็กระโดดขึ้นรถเลย ซื้อตั๋วบนรถเพื่อไปลงที่ Motobu ใกล้กับ Motobu high school ซึ่งช่วงเช้าจะมีแค่ 3 รอบเท่านั้นคือ 7.04 น. 8.17 น. และ 8.47 น. ใช้เวลาประมาณ 2.30 - 3...