Author: threeteatree

สวัสดีค่ะทุกคน เราได้มีโอกาสไปสัมนาฟรีในหัวข้อ "สัมภาษณ์อย่างไรให้ได้งาน" จากสถาบันสอนภาษาอังกฤษ Inspire English ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างคุณครูสอนภาษาอังกฤษที่สถาบันและฝ่าย HR เก่าของบริษัทชื่อดังอย่าง Toyota แล้วอยากสรุปความรู้ที่ได้รับมาไว้ในนี้ เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับการสัมภาษณ์งานของทุกคนกันค่ะ เริ่มจากกิจกรรมถาม-ตอบกับเพื่อนๆที่มาสัมนาด้วยกัน (Ice breaking) Where are you from ? - I am from Bangkok, Thailand. What do you do now ? (ถามถึงอาชีพที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน) - I am an auditor. What kind of job are you looking for ? (กำลังมองหางานแบบไหนอยู่) - I...

เรานั่งรถไฟจากกายาไปโกลกาตา บนรถไฟได้ยินเสียงเด็กๆกลุ่มนึงนั่งร้องเพลงกันอยู่ทางด้านหลัง เรามีคุกกี้อยู่เลยถามเด็กๆว่ากินไหม เด็กๆส่ายหน้า (ไม่กินขนมของคนแปลกหน้า ฮ่าๆ) แต่ซักพัก.. พวกเค้าก็หันมาชวนคุยว่ามาจากไหน ประเทศอะไร นับถือศาสนาอะไร ขอเข้ามานั่งกับเรา ให้เราสอนภาษาไทยให้ จดใส่สมุด ให้วาดรูปให้ เราเลยวาดรูปเกี่ยวกับกรุงเทพให้เค้าดูว่าเป็นยังไง มีตึกและห้างสรรพสินค้ามากมาย รถติด มีรถไฟฟ้าใต้ดิน บนดิน วาดต้มยำกุ้งให้ดู ว่านี่คืออาหารบ้านเรานะและอร่อยมาก พวกเขาเป็นเด็กๆที่เรียนยูโดและเพิ่งกลับมาจากการแข่งขันกัน แถมชนะซะด้วย ถึงแม้จะบอกว่าทีมของเมืองหลวงจากนิวเดลีขี้โกงมากๆ เราคุยเล่นกันซักพัก.. ง่วงเลยต้องขอตัวไปงีบหลับ ตื่นมาพวกเค้าก็ชวนคุยเล่นอีก พวกเค้าไม่อายที่จะพูดภาษาอังกฤษเลย แถมมีนิสัยอยากเรียนรู้ ถามนู่นถามนี่อยากรู้เรื่องต่างๆ ถึงแล้วโกลกาตา ได้เวลาต้องโบกมือลาอีกครั้ง.. ที่นี่มีสุสานของแม่ชีเทเรซาตั้งอยู่ เราเคยแต่ได้ยินชื่อของท่านแต่โชคดีวันนี้ได้มีโอกาสมาเยี่ยมที่สุสานที่ตั้งอยู่ใน Missionaries of charity mother house มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆเล่าเรื่องราวอยู่ด้านใน เราไม่ได้ศึกษาข้อมูลมาดีๆ วันพฤหัสที่เราไปดันเป็นวันที่เค้าปิดพอดี แต่แม่ชีที่นั่นก็ใจดีเปิดให้เราได้เข้าไปดู.. ท่านเป็นนักพรตหญิงในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ช่วยเหลือและต่อสู้เพื่อคนยากไร้ ท่านมีเชื่อสายอัลเบเนียโดยกำเนิดแต่เดินทางมาที่อินเดียและใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่เพราะเมื่อตอนที่ยังอายุน้อยได้ยินว่ามีคนยากไร้อยู่เยอะและอยากจะช่วยเหลือ จึงได้บวชเป็นแม่ชีและไม่ได้เห็นหน้าแม่และน้องสาวอีกเลยนับจากนั้น ท่านยังเป็นครูสอนวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์และเป็นครูใหญ่ในภายหลังในโรงเรียนทางตอนเหนือของอินเดีย พานักเรียนและครูผ่านเหตุการณ์เลวร้ายจากความรุนแรงและสงครามในอินเดียไปได้ด้วยดี...

ระหว่างพาราณสีถึงโกลกาตาค่อนข้างไกลเราเลยต้องหยุดพักเมืองนึงระหว่างทางก่อน วันนึงในโรงแรมที่อัครา บังเอิญเจอหนังสือท่องเที่ยวเลยหยิบมาดู มีเมืองนึงชื่อ "กายา" ที่น่าสนใจเพราะมีสถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่ที่นั่น เป็นเมืองที่อยู่ระหว่างทางพอดี เราเลยอยากแวะที่เมืองนี้ เมืองที่ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะไปกลับเป็นเมืองที่เราชอบมากที่สุดในทริปนี้.. ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน เดินผ่านบ้านหลากหลายสีสันที่เค้ากำลังช่วยกันทาสีบ้านด้วยตัวเอง เราเดินทางด้วยแชร์ตุ๊กๆคันเล็กๆที่ด้านหลังถูกนำกล่องไม้มาวางไว้เป็นที่นั่งทำให้โดยสารได้พร้อมกันทั้งหมดเกือบ 10 คนและเดินทางไกลในราคาแค่คนละ 40 บาทแค่ต้องเบียดๆกันหน่อย ฮ่าๆ มาถึงตลาดก็เห็นมีพระเดินอยู่ตามท้องถนน เราเดินไปเรื่อยๆ ก็มีคนอินเดียชวนเราคุยเป็นภาษาไทยบอกว่าไปเรียนที่วัดไทยมา พระอาจารย์สอนฟรี เราหยุดที่ร้านขายหนังสือแห่งหนึ่ง ข้างในมีสติ๊กเกอร์เขียนว่า “Free Tibet” ขายอยู่ เพราะทิเบตเป็นเมืองขึ้นของจีนอยู่ในขณะนี้ เราคิดว่าเพิ่งเป็นมาไม่นาน แต่จริงๆเป็นมานานเกือบ 70 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างที่เราอยู่ที่อินเดียเห็นพี่ฌอน บูรณะหิรัญ นักสร้างแรงบันดาลใจไอดอลของเราลงรูปใน IG ว่าเข้าพบดาไลลามะที่อินเดีย เราเลยเพิ่งรู้ว่าท่านอยู่ที่อินเดียไม่ใช่ทิเบต วัดทิเบตในกายา ดาไลลามะองค์ที่ 14 ผู้นำทางจิตวิญญาณของทิเบตท่านนี้ต้องเดินทางออกนอกทิเบตมาอยู่ที่อินเดียเพราะถูกทางการจีนขอให้ออกจากประเทศ ผู้คนตายมากกว่า 1 ล้านคน และ วัดถูกทำลายมากถึง 40,000...

จากเมืองอัคราเรานั่งรถไฟข้ามวันไปที่เมืองพาราณสีกันต่อ ที่นี่มีแม่น้ำคงคาที่ผู้คนให้ความเคารพ หากเดินไปตามท่าน้ำต่างๆจะเห็นผู้คนเดินทางหลั่งไหลเข้ามาชำระร่างกายกันที่นี่ เชื่อว่าน้ำจะสามารถชำระล้างบาปได้ในความคิดของชาวฮินดู แม้เราจะเห็นว่าน้ำนั้นสกปรกและมีขยะลอยอยู่ก็ตาม ที่ Dashashwamedh Ghat ตกเย็นจะมีการแสดงสรรเสิญเทพเจ้า ผู้คนมากมายจ่ายค่าตั๋วราคา 50 บาทและนั่งรอบนเรือที่จอดอยู่ที่ท่า พวกเราก็เป็นหนึ่งในนั้น การแสดงถูกจัดขึ้นด้วยดอกไม้ ควัน และตะเกียงจุดไฟ มีชีวิตชีวามากขึ้นด้วยการร่วมมือของผู้คนที่มาชมช่วยกันร้องเพลงและปรบมือไปด้วยกัน รถไฟนอนของอินเดีย พี่หลับได้สบาย หลังจากการแสดงจบ มีชายคนนึงเดินเข้ามาหาเราบอกว่าจะพาไปดูสถานที่เผาศพของที่นี่ เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีการเผาศพใกล้แม่น้ำแห่งนี้ด้วย ด้วยความอยากรู้อยากเห็นทำให้เราเดินตามเค้าไป จนมาหยุดอยู่กับคุณลุงท่านนึง เค้าอธิบายให้เราฟังเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ ตึกที่เราเห็นด้านข้างนี้เป็นสถานที่ดูแลคนที่มีอายุมากแล้ว พวกเค้าจะช่วยกันดูแลหาอาหารมาให้ หากเมื่อใดที่เสียชีวิตเค้าจะนำร่างมาเผาที่ที่แห่งนี้ เค้าบอกว่าเค้าภูมิใจในงานที่ทำเพราะได้ช่วยเหลือผู้คน รอบๆเต็มไปด้วยไม้ที่ถูกตัดเตรียมไว้ใช้มากมายตั้งอยู่เรียงราย ไฟจากพระศิวะที่ใช้ในการเผาศพจะถูกหล่อเลี้ยงให้ลุกโชนตลอดเวลาเพื่อใช้สำหรับการเผาศพที่เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง ศพจะถูกแช่ในน้ำเพื่อชำระล้างบาปเป็นครั้งสุดท้าย และถูกนำขึ้นมาคลุมด้วยผ้าและดอกไม้ไว้ ลูกชายคนโตจะต้องโกนศรีษะ นุ่งขาวห่มขาว และมาชำระร่างกายที่แม่น้ำแห่งนี้เช่นกัน คนในครอบครัวจะไม่มีใครร้องไห้ เพราะเชื่อว่าจะทำให้วิญญาณจากไปอย่างสงบสุข เพราะที่นี่มีความศักดิ์สิทธิ์มากสำหรับชาวฮินดู เป็นที่ที่พวกเค้าอยากให้ร่างมาอยู่เป็นครั้งสุดท้าย เราค่อยๆเดินตามเข้าไปดูสถานที่จริงด้วยความกล้าๆกลัวๆ ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นที่เผาศพที่วางเรียงกัน 2 ข้าง เป็นเพียงแต่ฐาน ฟืน...

วันต่อมาเราเดินทางไปยังเมืองอัคราด้วยรถไฟ ตกเย็นผู้หญิงอินเดีย 2 คนที่นั่งตรงข้ามเราช่วยกันทำอาหารเย็นบนรถไฟ ปอกแตงกว่า มะเขือเทศ หอมใหญ่ โรยถั่ว ปรุงด้วยมะนาวและเกลือเทใส่จานกระดาษแบ่งให้สามีและลูกๆกินกัน แล้วก็แบ่งให้เรากินด้วย หลังจากนั้นก็จัดโรตีใส่จาน พร้อมกับซอสคล้ายน้ำพริกบ้านเราไว้จิ้มกินกับโรตี เค้าก็แบ่งให้เรากินอีก ให้เยอะมากจนกินไม่หมด เรารู้สึกเกรงใจมากที่กินโรตีอีก 2 แผ่นไม่ไหว แต่เค้าบอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะเอาให้ลิงตามสถานีรถไฟกิน แถมยังปอกฝรั่งแบ่งให้เรากินอีก สรุปเย็นวันนั้นอิ่มหนำสำราญกันมากในขณะที่ก่อนขึ้นรถไฟกลัวว่าจะหิวไม่มีอะไรกิน เราอยากให้อะไรเค้าซักอย่างเป็นการตอบแทนแต่ไม่มีอะไรติดตัวเลยยกเว้นแต่ลูกอมแตงโมที่ติดตัวจากไทยไปเหลืออยู่ เราแบ่งให้เด็กๆกิน ปรากฏว่าเด็กๆชอบ แม่ๆเลยลองกินด้วย พวกเค้าก็เริ่มกล้าคุยกับเรามากขึ้น เราเลยชวนเล่นเกมที่เอามือซ้อนกันแล้วทายว่านิ้วไหนหายไป เราสลับทายกันไปมาอย่างสนุกสนาน เล่นกันตลอดทางจนเมื่อรถไฟถึงจุดหมายของเรา ก็ถึงเวลาต้องบอกลา พวกเราขอบคุณทุกคนอีกครั้ง พวกเค้าน่ารักและใจดีกับเรามาก เป็นอีกหนึ่งความประทับใจที่จะไม่ลืมของทริปนี้ ทัชมาฮาล อนุสรณ์แห่งความรัก หนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ตั้งอยู่ที่เมืองนี้ เป้าหมายหลักของเราที่มาอินเดียในครั้งนี้ พวกเราตื่นกันแต่เช้าอากาศจะได้ไม่ร้อนและคนไม่เยอะจนเกินไป ค่อยๆเดินเข้าไปก็จะเห็นอาคารคล้ายมัสยิดขนาดใหญ่ที่สร้างจากหินอ่อนสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ เดินเข้าไปใกล้เข้า ก็จะเห็นความยิ่งใหญ่ของที่นี่มากขึ้นเรื่อยๆ ลวดลายดอกไม้ที่มีสีสันบนตัวอาคารนั้นไม่ได้เกิดจากเพ้นสีแต่อย่างใด แต่เกิดจากการแกะสลักหินสีต่างๆทั้ง แดง เขียว เหลือง...

“ประเทศของคุณมีประชากรทั้งหมดกี่คน?” หญิงสาวอินเดียคนนึงที่นั่งเบียดด้วยกันบนแชร์ตุ๊กๆถาม “70 ล้านคนได้” เราตอบ เค้าถึงกับหัวเราะออกมา แน่ละ ประเทศเราเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับอินเดียที่มีประชากรมากถึง 1.34 พันล้านคน มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่าถ้าคุณได้ไปอินเดียสักครั้ง ไม่ตกหลุมรักประเทศนี้ก็จะเกลียดไปเลย เราอยากไปตามหาคำตอบนี้ของตัวเอง ค้นหาตั๋วที่ถูกที่สุดจากกรุงเทพไปอินเดีย ได้เป็นเส้นทางเริ่มต้นจากเมืองชัยปุระสิ้นสุดที่เมืองโกลกาตา เดินทางโดยรถไฟเป็นหลักผ่านเมืองสำคัญต่างๆ คือ ชัยปุระ (Jaipur) อัครา (Agra) พาราณสี (Varanasi) คยา (Gaya) และ โกลกาตา (Kolkata) ที่เมืองชัยปุระ ขณะที่เจ้าของโรงแรมกำลังถ่ายรูปเรากับป้ายชื่อโรงแรม ก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างขยับอยู่ข้างๆ หันไปดูปรากฏว่าเป็นลิงนั่งอยู่บนกำแพง ซักพักก็มีอีก 3-4 ตัววิ่งตามกันเข้ามา เจ้าของโรงแรมบอกว่าอะไรที่เราเห็นในสวนสัตว์ จะเห็นได้ตามท้องถนนของที่นี่ ซึ่งก็เป็นอย่างที่เค้าว่าจริงๆ เพราะตอนที่เราเดินไปขึ้นรถบัสสาธารณะเพื่อไป Amber fort วังเก่าของเมืองนี้ ก็เจอทั้งอูฐ ลา วัว ช้าง...

หนีความหนาวบนเขามาชิวๆที่ชายหาดทางใต้ของประเทศกันบ้างดีกว่า มาถึงซะที กอลล์! นั่งตุ๊กๆจากสถานีไปถึงที่พักในราคา 40 บาท ก็มาถึงที่พักที่จองไว้เป็นกระท่อมริมชายหาด ราคาแค่ 300 กว่าบาทต่อคืนเท่านั้น สนใจ จองเลย ➡️ Rosa Shashi Cabanas Hut in Galle กระท่อมถูกสร้างขึ้นในบ้านของเจ้าของที่พักเอง อยู่ติดริมชายหาดด้านหลังบ้านของเค้า มีจำนวนทั้งหมด 2 หลังถ้วนด้วยกัน ฮ่าๆ และมีอีกหลังที่กำลังสร้างอยู่ อยู่นี่เหมือนมีชายหาดส่วนตัวเลย ไม่มีคนเยอะแยะวุ่นวาย แม้จะอยู่ติดกับโรงแรมหรูขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกันก็ตาม บ้านข้างๆมีเรือประมงจอดอยู่ ตอนเย็นๆก็เห็นออกมาเอาแหจับปลา คลื่นที่นี่สูงมาก! มีธงสีแดงปักอยู่เพื่อแสดงว่าเราไม่ควรออกไปว่ายน้ำเล่นไกลๆ เราเลยออกไปยืนริมๆหาดสู้กับคลื่นซักพัก แรกๆก็สนุกดี หลังๆคลื่นเริ่มจะพาไปไกล เลยถอยไปเล่นหลังโขดหินที่ช่วยให้คลื่นเบาลงบ้างดีกว่า เราเดินไปตามชายหาดมีเปลือกหอยที่ถูกพัดเข้าฝั่งเต็มไปหมด เลยเลือกเก็บมาเป็นของที่ระลึกกลับไทยซะหน่อย เดินไปก็เห็นขยะปะปนอยู่มากมายเช่นกัน ทั้งถุงพลาสติก ขวดน้ำ หรือแม้กระทั่งหลอดไฟ เราเก็บกันแปปเดียวก็ได้ขยะมากองนึง ขยะริมชายหาดนี่มีให้เห็นเยอะจริงๆไม่ใช่แค่ที่นี่ ที่ไทยก็ด้วย อย่างที่เคยเห็นที่สัตหีบ ก็มีฝรั่งคนนึงเดินถือถุงพลาสติกใบใหญ่มาเดินเก็บขยะริมชายหาด แปปเดียวขยะก็เต็มถุงซะแล้ว ที่นี่มีพระอาทิตย์ตกที่สวยมาก...

ตอนนี้บนรถไฟทั้งขบวนเหลือไม่ถึง 10 คนได้ เราเลยป่วนบนรถไฟได้เต็มที่ เดินไปที่รอยต่อของแต่ละโบกี้ที่สามารถโหนราวยืนดูข้างนอกได้ กล้ากลัวๆแต่รับลมผ่านรถไฟนี้เป็นอะไรที่ดีจริงๆ มองไปด้านข้างมีพนักงานบนรถไฟพาคุณลุงแก่ๆท่านนึงจับมือโหนราวแล้วมองออกนอกรถไฟรับลม คุณลุงหัวเราะเสียงดัง ได้เห็นแล้วเค้าดูสนุกและตื่นเต้นมาก เราแอบมองจนคุณลุงคนนั้นหันกลับมายิ้มให้เราและชวนเราคุย ถามว่าเรามาจากไหน ที่บ้านเมืองคุณมีแบบนี้ไหม ชอบอะไรในศรีลังกา มีคำถามมากมายที่เค้าอยากจะรู้ว่าคนต่างชาติอย่างเราคิดยังไงกับประเทศเค้า เรายิ้มและตอบไปอย่างเต็มปากเต็มคำว่าเราชอบที่นี่มาก รถไฟสายนี้สวยมาก คนที่นี่ใจดีคอยช่วยเหลือ ธรรมชาติที่นี่สวยงามอุดมสมบูรณ์ เราไม่มีรถไฟที่ขับผ่านไร่ชาและป่าเขาที่สวยงามแบบนี้ เค้าตั้งใจฟังในสิ่งที่เราบอกและดูภูมิใจกับประเทศของเค้ามาก “This is my mother land” ที่นี่เป็นแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนของเค้า ถึงแล้ว "บาดุลลา" แทบไม่เห็นนักท่องเที่ยวในเมืองนี้เลย เราเดินออกจากสถานีรถไฟมุ่งมั่นจะไปที่ที่พักราคาถูกที่ดูคร่าวๆผ่าน Agoda ไว้ก็มีคนขับตุ๊กๆคนหนึ่งตรงดิ่งเข้ามาคุยกับเรา บอกว่าที่ๆจะไปไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ มีที่นึงที่ดีกว่าและจะขับรถพาเราไป เรากลัวว่าเค้าจะพาเราไปที่แพงๆและคิดค่าตุ๊กๆแพงๆเลยขอตัว ฝนก็เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ พอไปถึงที่พักที่เราหมายปองไว้ ราคากลับแพงกว่าที่บอกไว้ใน Agoda และเจ้าของที่พักดูเหมือนจะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่เข้าใจอีก เราเลยเดินออกไปหาที่อื่น อีกที่นึงไม่มีน้ำอุ่น บางร้านอาหารที่มีป้าย Hotel ป้ายเบอเริ่มอยู่แต่กลับไม่มีโรงแรมเป็นเพียงแค่ร้านอาหารอย่างเดียวเท่านั้น จนเรามาเจอที่นึงซึ่งเป็นที่ๆตุ๊กๆแนะนำเราตั้งแต่ตอนแรก...

รถบัสจากดัมบุลลามาถึงแคนดี้ เราจองที่พักไว้แล้วใกล้กับสถานีรถไฟจะได้ออกไปซื้อตั๋วรถไฟเพื่อเดินทางในวันรุ่งขึ้นได้ง่าย เราเดินตามแผนที่เพื่อไปที่พัก ระหว่างนั้นฝนก็ตกโปรยปรายลงมา เสื้อกันฝนเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์มากสำหรับทริปนี้ เพราะเราไปกันเดือนห้าหน้าฝน หลังจากจัดการกับที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของที่นี่ทันที Temple of the tooth ที่นี่ถือเป็นมกดกโลกอีกที่หนึ่ง เป็นวัดที่เก็บพระเขี้ยวซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นที่สักการะบูชาที่สำคัญสำหรับคนในเมืองนี้ เช่นเคยสำหรับวัดที่ศรีลังกา เราต้องถอดรองเท้ากันตั้งแต่เข้าประตูวัด พอเข้ามาก็เจอไกด์ยืนรอหาลูกค้าอยู่ เราอยากลองเที่ยวแบบมีไกด์คอยให้ความรู้ดูบ้าง เค้าบอกให้เราสามารถให้เท่าไหร่ก็ได้ตามความพอใจ เราเลยต่อจากราคาประมาณ 500 บาทจนเหลือ 300 บาท แต่เราว่าไม่จ้างไกด์ดีกว่า ฮ่าๆ เพราะเค้าไม่ได้อธิบายเยอะมาก พูดซ้ำเรื่องเดิมๆ ขากลับคิดว่าที่บ้านโทรตามเพราะนางดูรีบกลับ แถมภาษาอังกฤษก็ฟังยากซะด้วย แต่อย่างน้อยเราก็ได้คุยกับคนท้องถิ่นเล็กน้อย อาชีพหลักของเค้าคือเปิดร้านขายอุปกรณ์กีฬา ซึ่งเค้าต้องบินไปซื้อจากกรุงเทพอยู่บ่อยครั้ง และทำงานไกด์เป็นอาชีพเสริม ภรรยาของเค้าเป็นครู และบอกว่าชีวิตครูที่นั่นลำบาก เค้าพูดถึงเทศกาลแห่พระเขี้ยวแก้วที่จะจัดขึ้นปีละครั้งที่นี่ในเดือนกันยายนของทุกปีซึ่งต้องใช้ช้างเดินขบวนถึง 90 เชือกด้วยกัน ! ที่นี่เคยเป็นพระราชวังมาก่อนแต่ถูกดัดแปลงเป็นวัดเพื่อเก็บพระเขี้ยวแก้วในภายหลัง บรรยากาศภายในจะมีรูปตกแต่งเกี่ยวกับเทศกาลพระเขี้ยวแก้วที่สำคัญ มีกองดอกบัวสวยที่ขายในราคา 20-40 บาทเพื่อให้คนได้ซื้อไปสักการะกัน ภายในวัดจะมี...

Tiny Tree Cafe 🌱 ร้านคาเฟ่ที่แสนจะน่ารักจนเราต้องหวนกลับไปแวะนั่งอ่านหนังสือและเดินดูสวนขวดน่ารักๆที่ถูกตั้งโชว์ไว้ในมุมต่างๆของร้านอีกครั้ง...