เที่ยวอัลค์มาร์ (Alkmaar) ตอนที่ 2: ขี่จักรยานไปเที่ยวเนินทราย (dune) และเล่าบรรยากาศปาร์ตี้คืนวันศุกร์ในบาร์ที่อัลค์มาร์

เที่ยวอัลค์มาร์ (Alkmaar) ตอนที่ 2: ขี่จักรยานไปเที่ยวเนินทราย (dune) และเล่าบรรยากาศปาร์ตี้คืนวันศุกร์ในบาร์ที่อัลค์มาร์

ตอนที่แล้วเราพาเดินเล่นในใจกลางเมืองของอัลค์มาร์กันไปแล้ว ตอนนี้เราจะพาเปลี่ยนบรรยากาศไปขี่จักรยานท่ามกลางธรรมชาติของอัคล์มาร์กันบ้างค่ะ เรา แฟน และเพื่อนดัตช์พากันขี่จักรยานจากบ้านไปที่ Klimduin Schoorl ที่นี่มีทั้งเนินทรายธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นให้ผู้คนได้มาวิ่งเล่นขึ้นลงกันให้เมื่อย โดยเฉพาะเด็กๆและครอบครัว รอบๆล้อมไปด้วยต้นไม้เปรียบเสมือนป่าขนาดใหญ่ของเมือง กว่าจะปั่นจักรยานมาถึงที่เนินทรายที่มนุษย์สร้างขึ้นที่ว่า (The Climbing Dune in Klimduin Schoorl) เราอ่วมเลยเพราะปั่นกันไปเกือบ 7-8 กิโลได้

ทางจักรยานไปยัง Klimduin Schoorl

แกะ แกะ และแกะเต็มไปหมดเลยระหว่างทาง ชอบวิวนี้มากเลยถ่ายเก็บไว้ เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจีทั้ง 2 ฝั่ง

จักรยานของเพื่อนเราคันใหญ่มากและที่นั่งขนาดปรับลงมาจนสุดแล้วก็ยังสูงเกินไปสำหรับเราอยู่ดี เวลาเราถีบจักรยานต้องยืดขาสุดตัวเลยเพื่อปั่น ขอบ่นนิดหน่อยแต่การปั่นจักรยานที่นี่มันดีจริงๆ เพื่อนไม่ยอมบอกเราว่าต้องปั่นไปไกลแค่ไหน เราเลยได้แต่ปั่นตามไปเรื่อยๆ พอเราถามว่า “Are we there yet?” ถึงยังเนี่ย? เพื่อนก็ได้แต่บอกว่าใกล้แล้วๆ ทุกที ฮ่าๆ อีกหนึ่งกำลังใจของการปั่นจักรยานครั้งนี้คือวิวระหว่างทางและผู้คนที่ต่างก็พากันขี่จักรยานสวนกันไปมา ผู้คนมากมายไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ หรือแม้แต่ผู้สูงอายุเองต่างก็พากันขี่จักรยาน มองไปที่ผู้สูงอายุที่นี่ เค้าขี่จักรยานกันอย่างทะมัดทะแมง เด็กๆก็ขี่จักรยานด้วยตัวเอง เราเลยไม่ยอมแพ้ ปั่นสู้บ้าง แม้จะไม่ชินกับการขี่จักรยานทางไกลมาก่อน นี่น่าจะเป็นการขี่จักรยานที่นานที่สุดเท่าที่เคยขี่มาเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับคนที่นี่เค้าขี่กันเป็นกิจวัตรประจำวัน วันหยุดหรือวันไหนๆต่างก็พากันขี่จักรยาน

สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้โดยเฉพาะต้นสนเพราะเราเห็นลูกสนหล่นไปมาข้างทางเต็มไปหมด
ด้านล่างมีคนกางเก้าอี้นั่งเล่น enjoy the sun อยู่ ชิวอะไรขนาดนั้น

นั่นเราเอง กำลังสู้กับการขี่จักรยานขึ้นเนินอยู่ ฮ่าๆ

เราเลยอิจฉาพวกเค้าไม่ได้ (อีกแล้ว) ที่มีทางจักรยานในเมืองให้ขี่จากบ้านมาหาธรรมชาติได้ง่ายแบบนี้โดยไม่จำเป็นต้องขับรถยนต์เท่านั้น ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกรถชนได้ง่ายเพราะมีทางสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ อีกอย่างคือที่นี่อากาศไม่ร้อนเลย ต่อให้ขี่จักรยานไกลแค่ไหนเหงื่อก็ไม่ไหลให้รำคาญหรือทำให้รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น อากาศดีทำให้เราสนุกไปกับการขี่จักรยาน ได้ชมวิวข้างทางและแน่นอนว่ายังเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย

เหล่าร้านค้าใน Klimduin Schoorl

ขี่มาเรื่อยๆจนเริ่มเห็นร้านค้าแบบนี้ก็คือถึงแล้ว หาที่จอดรถจักรยานได้เลย

สีไม้ระบายน้ำปกภาพ Portrait แวะโก๊ะ 14.99 ยูโร ( 500 บาท)

ร้านขายดอกไม้ใน Klimduin Schoorl

เราพากันขี่จักรยานบนทางจักรยานตลอดทางจากบ้านเพื่อนดัตช์ซึ่งไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Alkmaar มากนัก ผ่านหมู่บ้าน ฟาร์มแกะ ป่า และสุดท้ายก็มาถึงที่เนินทรายที่มีคนมากมายวิ่งเล่นขึ้นลงกันอยู่ ระหว่างทางเราแวะพักที่จุดชมวิวกับเนินทรายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สังเกตดีๆจะเห็นได้ว่ามีเปลือกหอยปนอยู่ในทรายเหล่านั้นด้วย พักกันพอได้หายใจหายคอกันแล้วก็พากันปั่นไปต่อจนถึงจุดหมาย ก็จะเริ่มเห็นว่ามีซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายของฝาก และร้านค้าอื่นๆมากมายตั้งอยู่รอบๆ

ราคาอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตของเนเธอร์แลนด์

ขนมปัง แฮม และน้ำผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ตในเนเธอร์แลนด์

ขี่จักรยานกันมาซักพักก็เริ่มเหนื่อยและหิว ข้างๆ dune มีร้านอาหารอยู่ร้านเดียว และราคาอาหารในร้านอาหารในเนเธอร์แลนด์ค่อนข้างแพงเราเลยเลือกที่จะซื้อของกินในซูเปอร์มาร์เก็ตแทน ขนมปังในซูเปอร์มาร์เก็ตราคาค่อนข้างถูกประมาณ 0.3 – 1 ยูโรแล้วแต่ขนาดและประเภท ส่วนแฮมจะอยู่ที่แพ็คและประมาณ 1.5 – 3 ยูโรแล้วแต่ประเภทและปริมาณโดยเนื้อวัวจะแพงสุด ส่วนตัวเราเราชอบแฮมไก่สุดเพราะกลิ่นไม่แรงและบางครั้งมีส่วนผสมของอย่างอื่นด้วยเช่นพริกไทย มะเขือเทศ หรือโอลีฟ ที่เปลี่ยนให้แฮมธรรมดามีรสชาติอร่อยมากขึ้น ส่วนน้ำผลไม้ 2 ขวด 3.5 ยูโร ซื้อออกมานั่งกินข้างนอกจนอิ่มท้อง มีแรงแล้วก็ไปวิ่งเล่นบน dune ได้

The Climbing Dune in Klimduin Schoorl

ถึงแล้ว จุดหมายของเราในวันนี้
เด็กๆวิ่งเล่นขึ้นลงกันอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยและไม่กลัวเปื้อนกันเลย

เราว่าที่นี่เหมาะกับครอบครัวและเด็กๆมาก นั่งดูพวกเค้าเล่นกันจนเพลินก็ดูน่าสนุกดี ตอนเรานั่งกินกันอยู่ที่ที่นั่งหน้า dune ก็เห็นพ่อแม่นั่งรอลูกๆนั่งอยู่ข้างๆเรา ซักพักลูกเค้าที่เป็นออทิสติกก็เดินมาหาพ่อกับแม่หลังจากเล่นที่ dune เห็นได้เลยว่าคนที่นี่เค้าให้อิสระและความสำคัญกับเด็กพิเศษ ให้โอกาสเค้าได้ออกมาเล่นสนุกสนานได้เช่นกันไม่ต่างจากเด็กปกติ

กินไป นั่งดูภาพครอบครัวสนุกสนานกับเจ้า dune นี่ไปเพลินๆ

ถึงตาเราบ้างแล้ว แฟนชวนให้ไปวิ่งเล่นขึ้นลงเนินทรายเหมือนคนอื่นเค้าบ้าง ความขี้เกียจเข้าครอบงำทันทีแต่ขี่จักรยานมาถึงที่นี่ทั้งทีก็ลองขึ้นไปซักหน่อยหน่า พากันถอดรองเท้า ถุงเท้าแล้วเดินขึ้นเนินกัน โอโหเหนื่อยมาก เพราะเป็นเนินทรายที่ค่อนข้างสูงและเวลาเดินแต่ละก้าวก็ถูกทรายดูดเท้าและดูดพลังเราไปด้วย มองไปข้างๆเด็กๆยังคงวิ่งขึ้นลงไปมาหัวเราะร่าไม่มีทีท่าว่าเหนื่อยอะไร มองกลับมาที่เรากว่าจะเดินขึ้นไปถึงยอดได้ก็เล่นเอาหายใจเร็วเลยทีเดียว ยืนพักหายใจได้แป๊ปเดียวแฟนก็จะพาวิ่งลงเนินแล้ว เราคิดในใจ ไม่น่าจะไหว หน้าจะคะมำเอา แฟนจับมือพร้อมพาวิ่งลงไปข้างล่าง ส่วนเราเกาะกรงข้างๆไว้ไม่ยอมวิ่งลงไป หันไปดูเด็กคนนึงที่เพิ่งขึ้นมาถึงยอดก็วิ่งลงไปด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ขาเล็กๆของนางจะวิ่งได้ เราบอกแฟนว่า ช้าๆนะ! สุดท้ายก็พากันวิ่งลงพร้อมๆกัน คนไทยคนนี้หัวเราะเสียงดังตอนขาลง อ่าวเห้ย ไม่เห็นล้มหัวคะมำเลย สนุกดีหนิ แฟนชวนวิ่งขึ้นไปอีกรอบแต่เราบอกพอแล้ว พี่เหนื่อย รู้เลยว่าตัวเองไม่สปอร์ตเอาซะเลย

หมู่บ้านแห่งนี้มี dune ที่ใหญ่ที่สุดในเนเธอร์แลนด์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตสำหรับคนเนเธอร์แลนด์เองโดยเฉพาะในช่วงซัมเมอร์ของแต่ละปี คนดัตช์เค้าชอบมาตั้งแคมป์กันที่นี่เพราะมีแคมป์ไซต์มากถึง 25 แห่งด้วยกัน

พิกัด The Climbing Dune in Klimduin Schoorl: The Climbing Dune in Klimduin Schoorl Google Map 

เล่นได้ซักพักก็ได้เวลาขี่กลับบ้านกันแล้วอีก 8 กิโล (ร้องไห้) จำได้ว่าแรกๆก็โอเคแต่หลังๆกว่าจะถึงบ้านคือเหนื่อยมาก ขานี่ล้าไปหมด แทบไม่ได้แวะพักเลย แวะถ่ายรูปข้างทางอยู่ทีเดียวเอง ขากลับก่อนถึงบ้าน เพื่อนชวนให้แวะที่กังหัน (windmill) ก่อนกลับบ้าน ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลุย! เพราะไม่รู้จะได้ปั่นจักรยานสนุกๆแบบนี้ที่เนเธอร์แลนด์อีกเมื่อไหร่ พอใกล้ถึงที่อยู่ดีๆลมก็พัดแรงขึ้นมาต้องปั่นจักรยานต้านลมไปอี๊ก พอไปถึงเค้าก็ปิดซะแล้วเพราะมาช้าไป

กังหันนี้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่และเป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวของอัลค์มาร์ กังหันเก่าๆที่เคยใช้งานจริงในอดีตถูกไฟไหม้จนพังไปซะหมดแล้วเพราะทำจากไม้แล้วก็เก่ามากแล้ว ที่นี่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปดูข้างในได้ ข้างๆกันมีร้านขายไอศครีมอยู่ ถ้าสังเกตดูใบพัดของกังหันในภาพจะเห็นได้ว่ามีเชือกผูกมัดไว้อยู่ไม่ให้ขยับ เพราะลมแรงๆในเนเธอร์แลนด์แบบนี้ทำให้ใบพัดพัดได้ตลอดและพัดแรงด้วย ใครไปยืนที่ทางเดินด้านบนนั้นนี่อาจถูกใบพัดบาดเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลย คนสมัยก่อนเค้าใช้พลังงานลมขับเคลื่อนอุปกรณ์เพื่อใช้หั่นบดข้าวสาลีให้กลายเป็นแป้งสาลีในที่สุด แต่หลังจากที่มีไฟฟ้าและเครื่องจักรที่ทำงานแบบเดียวกันนี้ได้เร็วกว่าแล้วก็ไม่ได้มีการใช้งาน windmill อีกต่อไป

เดินไปด้านหลังของกังหันก็จะได้เห็นคลองสายเล็กๆ ไหลผ่าน น้ำใสแจ๋ว มีเป็ดว่ายน้ำไปมา มีเรือเล็กๆของบ้านที่อยู่แถวนั้นจอดอยู่ตามรายทาง เงียบ สงบ และสูดออกซิเจนได้เต็มปอด เราชอบบรรยากาศตรงนี้มากเลย เพื่อนๆก็น่าจะชอบมากเหมือนกัน

พิกัดกังหันในอัลค์มาร์ (Alkmaar Windmill):  ‘t Roode Hert Google Map

ปาร์ตี้คืนวันศุกร์ในอัลค์มาร์ เนเธอร์แลนด์

คืนวันศุกร์ เพื่อนดัตช์ชวนพวกเราออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนของนางในตัวเมืองกัน เราเองก็อยากรู้ว่าฝั่งยุโรปเวลาเค้าออกไปปาร์ตี้กันนี่เป็นยังไงเหมือนกัน ตอนแรกกะว่าจะไปชุดที่ใส่อยู่มาทั้งวันเนี่ยแหละเป็นเดรสกางเกงสีฟ้าแบบชิวๆ พอหันไปถามเพื่อนว่าไปแบบนี้เลยได้ไหม นางเงียบแล้วบอกประมาณว่าต้องแต่งตัวโอเคหน่อยไม่งั้นเค้าอาจไม่ให้เข้าบาร์ เราเลยต้องไปเปลี่ยนชุด ใส่เป็นเกาะอกกับกางเกงวอร์มแทน เป็นชุดที่เราใส่ไปบาร์ปกติในไทย นางมองกางเกงแล้วบอกให้เปลี่ยนเป็นยีนส์ได้ไหม เพราะผู้หญิงดัตช์ส่วนใหญ่เค้าจะใส่กางเกงยีนส์ เราบอกว่าไม่มียีนส์แต่จะเปลี่ยนเป็นกางเกงอีกตัวแทนคิดว่าน่าจะโอเค เป็นกางเกงขายาวสีดำ (ทั้งทริปมีกางเกงขายาวอยู่แค่ 2 ตัว ฮ่าๆ) คราวนี้เพื่อนบอกว่าโอเคและ กว่าจะออกจากบ้านได้เราเปลี่ยนชุดไปหลายรอบ ระหว่างนั้นพ่อกับแม่ของเพื่อนก็นั่งอยู่ที่โซฟาของห้องนั่งเล่นรับรู้ทุกความเป็นไปอยู่ด้วย เพื่อนมีการถามแม่อีกต่างหากว่า approve ไหม แม่ก็บอกโอเค รองเท้าก็ต้องเป็นแบบหุ้มส้นอีก จะใส่แตะส้นตึกแบบเปิดเท้าที่มีก็ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็นรองเท้าสนีกเกอร์อีกคู่แทน เอาหล่ะ เรียบร้อย ออกจากบ้านได้!

เราไปที่บ้านเพื่อนของเพื่อนดัตช์ที่อยู่อีกโซนไม่ไกลกันนักเพื่อดูฟุตบอลกันก่อน พอดึกแล้วค่อยเข้าไปในเมืองกัน สรุปเราแทบไม่ได้ดูฟุตบอลกันเลยแต่ลงเอยด้วยการคุยกับคนนู้นคนนี้ ถามไถ่ชีวิตกันไปมาว่าเป็นยังไงบ้าง ทำอะไรอยู่ ทำงานหรือยัง เคยไปเที่ยวไทยไหม ไปเที่ยวไทยเป็นไงบ้าง แล้วเค้าก็ถามเราบ้างว่าชอบเนเธอร์แลนด์ไหม ชอบอะไรของที่นี่ พวกเราคุยกับเพื่อนของเพื่อนดัตช์ประมาณ 3 คนได้ เพื่อนเราบอกว่าคนอื่นๆไม่ถนัดพูดภาษาอังกฤษกัน ไม่ใช่ฝรั่งทุกคนจริงๆที่จะพูดภาษาอังกฤษกันหรือกล้าที่จะพูด เราต่างก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองกันทั้งนั้นเพื่อให้พูดได้

ทุกคนต่างเกิดกันที่ Alkmaar นี่แหละ เรียนกันคนละคณะ คนละมหาวิทยาลัย อายุต่างกันไม่กี่ปี แต่รู้จักกันมานานเพราะบ้านอยู่แถวเดียวกัน อายุพอๆกันประมาณ 22 – 25 ปี คนนึงกำลังเรียนปริญญาตรีอยู่ในมหาวิทยาลัยอีกเมือง บอกว่าตัวเองชอบปาร์ตี้มาก ปาร์ตี้บ่อยด้วย แต่เพื่อนในหอไม่ดีแบบนี้ เค้าชอบกลับมาที่ Alkmaar และปาร์ตี้กับเพื่อนแกงค์นี้มากกว่า อีกคนหนวดเฟิ้มเลยแต่ดูท่าทางใจดี ใจเย็นและตลก ทำงานเป็นครูสอนในโรงเรียนอนุบาลไปอี๊ก คนนี้คุยกับแฟนเราซะเยอะกว่า อีกคนคนสุดท้าย เค้าเคยมาเที่ยวที่ไทยด้วย เค้าไม่ชอบกินข้าวเท่าไหร่ ตอนอยู่ไทยกินก้วยเตี๋ยวตลอดเลย เผ็ดน้อยสำหรับคนไทยคือเผ็ดมากเกินไปสำหรับฝรั่งทุกที คนนี้เฟรนลี่ที่สุดแล้ว คอยช่วยเหลือพวกเราตลอด ถามตลอดว่าเราต้องการอะไรไหม ทำให้เรารู้สึกเป็นกันเองมากขึ้นและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มในคืนนั้นมากขึ้นด้วยเพราะนาง

เริ่มดึกแล้วซักห้าทุ่มเที่ยงคืนพวกเราก็จะพากันขี่จักรยานจากบ้านเพื่อนคนนี้ไปที่ตัวเมืองกัน เราอึ้งเลยว่าพวกนี้จะขี่จักรยานไกลขนาดนั้นกันจริงๆเหรอ ยอมใจคนดัตช์เค้าจริงๆ เราเองซ้อนจักรยานแฟน โชคดีไป เพราะถ้าเมาขึ้นมาไม่น่าจะขี่จักรยานกลับเองไหวแน่นอน ฮ่าๆ พอถึงแล้วก็จอดจักรยานกันตามข้างตึกในตรอกซอกซอยในเมืองนี่หละ ล็อกให้เรียบร้อยแล้วก็เดินไปที่บาร์โปรดของพวกนางกัน

ที่นี่เป็นโต๊ะแบบไม่มีเก้าอี้นั่ง เปิดเพลงภาษาอังกฤษเก่าๆที่ทุกคนสามารถร้องตามได้ บางทีก็เป็นเพลงภาษาดัตช์ที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อน คนที่นี่กินเบียร์กันเก่งมาก เห็นกินกันไปหลายแก้วก็ไม่ได้ดูท่าว่าจะเมากันเลย เราเองกินแต่ cider แอ๊ปเปิ้ลเบาๆ ทุกคนร้องเพลงและเต้นด้วยกันเป็นกลุ่ม เราเองก็ไม่ได้ออกมาปาร์ตี้นานแล้ว ได้ออกมาคืนนั้นก็สนุกดี ข้อที่เราไม่ชอบก็คือต้องเสียค่าเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ครั้งละ 0.5 ยูโรได้ แล้วพอดื่มแอลกอฮอล์ก็ต้องเข้าบ่อยซะด้วยสิ เครื่องดื่มราคาไม่ได้ต่างจากไทยมาก 100-200 บาท และบาร์ที่นี่ปิดตี 4! ร้านอาหารที่เราเข้ามากินในเมืองวันก่อนหน้าตกกลางคืนก็แปลงร่างกลายเป็นบาร์แทนร้านอาหาร

เราอยู่กันจนบาร์เกือบปิด เริ่มเหนื่อยกันแล้วก็ออกไปหาอะไรกินกันก่อนกลับ ร้านที่ยังเปิดอยู่ ณ เวลานั้นก็เป็นพวกร้านขายเคบับนั่นเอง จานใหญ่มากกก เรากลัวกินไม่หมดก็เลยไม่ได้สั่งอะไร เพื่อนถามเราบอกไม่หิว นางก็ดึงดันสั่งให้เราจานนึงมากินกับแฟน ใจดีกับเรามากเลย ตอนนางมาไทยไม่ได้ดูแลนางดีขนาดนี้เลย จากนั้นก็ขี่จักรยานกลับบ้านกัน เราก็ซ้อนจักรยานแฟนไป ฟังดูเหมือนจะสบายแต่ที่นั่งเป็นเหล็กต้องหาเอาเสื้อกันหนาวมารองนั่งบรรเทาอาการเจ็บปวดไม่งั้นไม่ไหวเหมือนกัน เราขี่ผ่านบ้านเพื่อนของเพื่อนดัตช์ก่อนแล้วก็พากันบอกลา เราบอกขอบคุณทุกคน พวกเค้าดูแลพวกเราดีมากเลย ส่วนพวกเค้าก็อวยพรขอให้เรามีทริปที่ดี

เป็นอีกคืนที่น่าจดจำสำหรับเราในทริปนี้ ไม่ใช่เพราะได้ออกไปดื่ม แต่เป็นการไปปาร์ตี้ที่แปลกสำหรับเราดี ทุกคนพากันสวมแจ็คเก็ตกันหนาวแล้วขี่จักรยานฝ่าลมหนาวตอนกลางคืนเพื่อไปที่บาร์ในเมือง ร้องเพลงและเต้นด้วยกันเป็นกลุ่ม แต่ละคนผลัดกันออกไปสั่งแอลกอฮอล์ให้คนอื่น ถามว่าใครต้องการดื่มอะไร ออกไปซื้อให้แล้วก็ถือกลับมาให้ทุกคน ทำแบบนี้สลับกันไปมา แถมบาร์ที่นี่ปิดช้ามากทำให้ไม่ต้องรีบ ขากลับก็ไม่ต้องเรียกแท็กซี่อะไร ขี่จักรยานกลับเองได้ ชิวๆ หากใครอยากไปเที่ยวในบาร์ในเนเธอร์แลนด์ก็อย่าลืมพก Passport กันไปด้วยนะคะ

อ่านตอนก่อนหน้าของเที่ยวเนเธอร์แลนด์ด้วยตัวเองได้ที่นี่:

 

อ่านตอนต่อไปของเที่ยวเนเธอร์แลนด์ด้วยตัวเองได้ที่นี่: ภาพบรรยากาศวันพักผ่อนของคนดัตช์ที่ชายหาดชเวนนิงเงน (Scheveningen beach) และดูหนังหน้าจอทรงกลมเกี่ยวกับธรรมชาติแบบอินๆที่ Omniversum Theater ณ กรุงเฮก (The Hauge) ทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์


เช็คราคาตั๋วเครื่องบินกรุงเทพ-อัมสเตอร์ดัมได้ที่นี่: http://bit.ly/flights-bangkok-amsterdam

แนะนำวิธีค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกและคุ้มที่สุดสำหรับการเดินทางทั้งในไทยและต่างประเทศ เอาใจแบ็คแพ็คเกอร์สายประหยัดเหมือนกัน

เรื่อง: ตรีสุคนธ์ จีระมะกร (ตรี)

  • รับจ้างเขียน content สนใจส่งข้อความมาทางเว็บไซต์ได้เลยค่ะ
  • รับจองตั๋วเครื่องบินทั้งในไทยและต่างประเทศราคาถูก สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมและทักแชทมาได้ที่ Helloholidays.xyz FB Page