เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง ขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน Day 5: จาก Vagnsstadir ไป Skogarfoss

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง ขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน Day 5: จาก Vagnsstadir ไป Skogarfoss

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองเดินทางมาถึงวันที่ 5 แล้ว เวลาผ่านไปไวมาก.. แป๊บเดียวเราก็เดินทางกันมาเกินครึ่งทางแล้ว วันนี้ถือได้ว่าเป็นวันที่เราชอบมากที่สุดในทริปเที่ยวไอซ์แลนด์ 7 วันเลยล่ะ เพราะเป็น “Glacier day” วันที่เราได้มีโอกาสเห็นธารน้ำแข็งเป็นครั้งแรกในชีวิต! ตื่นเต้นมาก มันทั้งสวยทั้งยิ่งใหญ่ ต้องถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกแบบรัวๆ แถมวันนี้ยังเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์ เจอสถานที่ท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์สวยๆ ระหว่างทางนอกเหนือจากแพลนที่วางไว้ตอนหาข้อมูลอีกแล้ว และวันนี้ก็มีมากเป็นพิเศษ เราเดินทางจากเมืองวาเกสสตาเดียร์ (Vagnsstadir) มุ่งหน้าไปยังเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss) จอดแวะที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่แรกคือเกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) และหาดไดมอนด์บีช (Diamond beach) ปิดท้ายด้วยอุทยานแห่งชาติสกาฟทาเฟล (Skaftafell National Park) ในช่วงเย็น

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: เกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon)

ที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่แรกสำหรับวันนี้คือเกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) ขับรถออกมาจากที่พักในเมือง Vagnsstadir แค่ประมาณ 20 นาทีก็ถึง ก่อนจะมาถึงสถานที่จริง เราลุ้นมากกว่าจะได้เห็นธารน้ำแข็งแบบที่เห็นในรูปบนอินเทอร์เน็ตหรือเปล่า เพราะว่าไม่ได้มาเที่ยวไอซ์แลนด์ในช่วงหน้าหนาวของที่นี่ แม้ฝนจะตกต้อนรับการมาถึงของเรา แต่ก็ดีใจมากที่ได้มีโอกาสเห็นธารน้ำแข็งอย่างที่ตั้งใจไว้!

พวกเราเดินฝ่าฝนที่ตกปรอยๆ เพื่อไปดูเจ้าธารน้ำแข็งใกล้ๆ เป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่สีฟ้าขาวสลับกับสีดำที่คิดว่าน่าจะมาจากดินภูเขาไฟ มองใกล้ๆ เข้าก็เริ่มสังเกตเห็นว่ามีตัวอะไรว่ายน้ำอยู่รอบๆ ธารน้ำแข็งเหล่านี้ด้วย ถึงจะอยู่ไกลแต่ก็ได้ยินเสียงค่อนข้างชัดเจน มันคือ อุ๋งๆ แมวน้ำ! กำลังว่ายน้ำอยู่รอบๆ ธารน้ำแข็งอยู่หลายตัวเลย นี่เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่เราได้เห็นแมวน้ำในธรรมชาติแบบนี้ 🙂

วันแรกเราเจอป้ายชวนให้แวะดูแมวน้ำระหว่างทาง แต่พอแวะเข้าไปถึงที่กลับไม่เจออะไรเลย ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเงียบกริบ อาจจะไม่ใช่ช่วง high season หรือเราไปถึงช้าเกินไปก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ดูท่าแล้วน่าจะต้องเสียตังค์นั่งเรือไปดูด้วย ส่วนที่นี่แค่ยืนอยู่ที่ริมฝั่งชายหาดก็สามารถมองเห็นแมวน้ำได้แล้ว เพื่อนเราอีกคนที่เคยมาเที่ยวไอซ์แลนด์ก่อนหน้านี้บอกเราว่าตอนที่มากลับไม่เจอแมวน้ำเลย (เพื่อนชอบสะสมตุ๊กตาแมวน้ำ) อาจจะเพราะมาถึงที่นี่เย็นเกินไป แต่เรามาถึงที่นี่ช่วงสายๆ

เห็นว่ามีกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังพากันพายเรือคายัคเข้าไปใกล้กับธารน้ำแข็งให้มากขึ้นเพื่อสำรวจด้วย รอบๆ ก็มีแมวน้ำว่ายวนอยู่ไปมา สุดยอด ยอมใจพวกเค้าจริงๆ เราไม่กล้าลุยขนาดนั้น ได้แต่เดินเล่นเลียบชายหาดอีกนิดหน่อยก็พากันหลบอากาศหนาวๆ เข้าไปนั่งพักในคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน เพราะฝนยังคงตกปรอยๆ ไม่หยุด ซื้อโกโก้ร้อนดื่มคนละแก้วก็ค่อยยังชั่วขึ้นมาหน่อย

พิกัดเกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) ไอซ์แลนด์: แผนที่เกลเซียร์ ลากูน (Glacier Lagoon) ไอซ์แลนด์

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: หาดไดมอนด์บีช (Diamond beach)

แค่เดินข้ามถนนมาที่ฝั่งตรงข้ามเกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) ก็จะเป็นที่อยู่ของหาดไดมอนด์บีช (Diamond beach) ที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่เราตั้งหน้าตั้งตาคอยเวลาที่จะมาเห็นด้วยตาของตัวเอง ชายหาดแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งชายหาดสีดำ (black sand beach) ในไอซ์แลนด์ แต่มีความพิเศษไม่เหมือนที่อื่นตรงที่มีน้ำแข็งจำนวนมากเกยตื้นอยู่บริเวณชายหาด สีขาวใสของก้อนน้ำแข็งตัดกับสีดำสนิทของทรายสีดำ ชวนให้นึกถึงของเพชรในธรรมชาติที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน สร้างความงามอันเป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็นชื่อเรียกของชายหาดแห่งนี้ Diamond beach หรือชายหาดเพชร

ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่บางส่วนค่อยๆ ละลายแล้วแตกออกกลายเป็นลากูนที่เห็นไปก่อนหน้านี้ ส่วนลากูนก็ค่อยๆ แตกออกเป็นก้อนน้ำแข็งที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนคลื่นทะเลค่อยๆ ซัดก้อนน้ำแข็งเหล่านี้เข้าฝั่งในที่สุด ก้อนน้ำแข็งที่หน้าตาละม้ายคล้ายเพชรแบบนี้มีให้เห็นอยู่ตลอดแนวของชายหาด และบางส่วนก็มีจำนวนของน้ำแข็งมากกว่าบริเวณอื่นๆ ทำให้คนรุมถ่ายรูปกันตรงนั้นเพียบ

ฝนยังคงตกแบบปรอยๆ ต่อไป พวกเราเดินเล่นไปตามหาดแห่งนี้กันอยู่นานจนหนำใจแล้วก็บอกลา เราเคยคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นสถานที่ๆ พิเศษที่สุดแล้วในไอซ์แลนด์ในความคิดของเราตอนหาข้อมูลเพื่อวางแผนเที่ยวในไอซ์แลนด์ ทว่าไม่ใช่ ยังมีสถานที่อื่นๆ อีกที่สวยงามและน่าทึ่งไม่แพ้กันรอเซอร์ไพร์สเราอยู่ในวันนี้

พิกัดไดมอนด์บีช (diamond beach): แผนที่ไดมอนด์บีช (diamond beach)

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: โปรดอย่ามองข้าม สถานที่ท่องเที่ยวระหว่างทางที่ไม่ได้อยู่ในแพลนของคุณ

ขับรถออกมาจากเกลเซียร์ ลากูน (glacier lagoon) ได้ไม่กี่นาที แฟนก็พาจอดรถพอเห็นที่จอดรถข้างทางอีกแล้ว เห็นคนอื่นเค้าจอดรถที่นี่กัน เราก็เลยลองแวะดูบ้าง เผื่อมีอะไรน่าสนใจ ด้านหน้าเป็นเพียงแค่ทางเดินเล็กๆ ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่พอเดินผ่านเนินเขาเข้ามาด้านในก็ต้องร้องโห! ไม่เสียแรงจริงๆ ที่พากันจอดรถแล้วเดินเข้ามาในนี้ เพราะบริเวณนี้สามารถเห็นเจ้าลากูน ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาเป็นจำนวนมากอยู่เต็มทะเลเลย เยอะกว่าตรงโซนที่นักท่องเที่ยวมากมายแวะเที่ยวก่อนหน้านี้ซะอีก แถมเงียบสงบมากเพราะแทบไม่มีคนเลย

ที่จอดรถตรงนี้เล็กมาก รถจอดได้แค่ไม่กี่คัน คงจะมีไม่กี่คนเท่านั้นที่แวะจอดรถเพื่อแวะเข้ามาสำรวจในนี้ เป็นเหมือน hidden gem ที่ให้ไม่กี่คนเท่านั้นได้เข้ามาสัมผัส ก่อนหน้านี้สถานที่ที่เราไม่ได้ตั้งใจจะไปตั้งแต่ทีแรก แต่บังเอิญเจอระหว่างทางทำให้เรารู้สึกประทับใจได้ตลอด (บางครั้งมากกว่าที่ๆ ตั้งใจจะไปตั้งแต่ทีแรกซะอีก ฮ่าๆ) จากนั้นมาพอตรงไหนที่เราเห็นว่าเค้าจอดรถกัน เราก็จะแวะจอดรถเพื่อลงไปดูบ้าง ถึงจะเป็นแค่ที่จอดรถเล็กๆ ก็ตาม เพราะไม่แน่เราอาจจะเจออะไรที่น่าประทับใจแบบนี้อีกก็ได้ เพราะแทบจะทุกจุดในไอซ์แลนด์คือธรรมชาติที่มีความสวยงามในแบบที่แตกต่างกันออกไป รอให้เราออกไปสัมผัส..

หลังจากเพลิดเพลินกับลากูนกันอยู่นาน เราก็เดินกลับเข้ารถเพื่อออกเดินทางต่อ แต่ขับไปได้ไม่ถึงไหนก็ต้องแวะจอดรถอีกแล้วเพราะสังเกตเห็นรถจอดอยู่เยอะแยะเต็มไปหมดข้างทาง ซึ่งหลังจากเดินข้ามเนินเขามาเล็กน้อยก็ต้องทึ่ง เพราะสิ่งที่เราตรงหน้าคือธารน้ำแข็งขนาดใหญ่มหึมาที่มาของลากูนและก้อนน้ำแข็งบนไดมอนด์บีชที่เราได้เห็นไปก่อนหน้านี้

ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความสวยงามและยิ่งใหญ่ของธารน้ำแข็งยักษ์ เราไม่คิดเลยว่าจะสามารถเข้าใกล้ธารน้ำแข็งได้ง่ายถึงขนาดนี้ แค่เดินจากที่จอดรถมาไม่นานก็ถึง เพราะก่อนหน้านี้ตอนค้นหาข้อมูลแล้วเจอทัวร์ลุยๆ อย่างปีนป่ายบนธารน้ำแข็งก็น่าจะต้องนั่งสโนว์บิลเข้าไป เราเลยไม่คิดฝันว่าจะได้มีโอกาสเห็นธารน้ำแข็งใกล้ๆ แบบนี้กับเค้าด้วย ดีใจมาก! ที่ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะไปตั้งแต่ทีแรกกลับกลายเป็นสถานที่ที่เราชอบมากที่สุดในทริปไอซ์แลนด์ทริปนี้ มันใสและเปล่งประกายเหมือนอัญมณีขนาดใหญ่กลางทะเล

แต่ความสวยงามนี้ก็มาพร้อมกับความน่าเกรงขาม เรายังกลัว ไม่กล้าพอที่จะไปลุยปีนป่ายบนธารน้ำแข็งเหมือนกับนักท่องเที่ยวหลายๆ คน ระหว่างยืนดูอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ละลายและตกลงสู่ผิวน้ำทะเลอยู่เป็นระยะ ถ้าเดินหลบมุมมาทางซ้ายของธารน้ำแข็งหน่อยก็จะเห็นได้เลยว่าคลื่นแรงมาก ซัดก้อนน้ำแข็งยักษ์ให้ไหลไปตามกระแสน้ำอย่างรวดเร็ว ถ้าวันนึงธารน้ำแข็งเหล่านี้ละลายมากเกินไป เพราะปัญหาโลกร้อนที่มนุษย์ยังต้องเผชิญกันอยู่และยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังมากพอในทุกวันนี้ หลายๆ เมืองทั่วโลกรวมถึงกรุงเทพเองก็อาจจะต้องจมอยู่ใต้บาดาลเพราะระดับน้ำทะเลที่ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นไม่ช้าก็เร็ว

ขับรถต่อมาอีกนิดก็เป็นธารน้ำแข็งอีกแห่งที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กัน พวกเราจอดรถตามคนอื่นเพื่อเข้าไปดูอีกแล้ว ตอนนั้นความขี้เกียจเข้าครอบงำ รู้สึกว่ามันก็คล้ายๆ กับธารน้ำแข็งก่อนหน้านี้นั่นแหละ เลยได้แต่ยืนเก็บภาพอยู่ห่างๆ ส่วนแฟนสายลุยก็วิ่งเข้าไปดูใกล้ๆ เหมือนเคย แต่พอเรามานั่งเตรียมภาพสำหรับเขียนบล็อกเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองวันที่ 5 บล็อกนี้ (ช่วงโควิด 19 ที่ออกไปไหนต้องระวังตัว แพลนเที่ยวต่างประเทศที่วางไว้ล่มหมด) เรากลับรู้สึกว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ก็คงจะเดินเข้าไปสำรวจให้ใกล้กว่านี้ เรากลับชอบภาพนี้มากจนเลือกให้เป็นภาพหน้าปกของบล็อกนี้เลย

ยิ่งออกเดินทางมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เราตระหนักว่าเรามันก็แค่มนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยที่มีชีวิตแสนสั้น

ธรรมชาติสิยืนยาว และหน้าที่เราคือต้องดูแลรักษามันเอาไว้

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: อุทยานแห่งชาติสกาฟทาเฟล (Skaftafell National Park)

ช่วงหลังๆ ฝนไม่ตกแล้ว อากาศเลยเหมาะกับการเดินป่าที่จุดหมายสุดท้ายในวันนี้พอดีกับอุทยานแห่งชาติสกาฟทาเฟล (Skaftafell National Park) ที่นี่เป็นที่แรกเลยที่เราต้องเสียค่าจอดรถด้วย โดยจ่ายเงินผ่านเครื่องซื้อตั๋วอัตโนมัติใกล้กับบริเวณลานจอดรถ ก่อนหน้านี้เราแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลยสำหรับการแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในไอซ์แลนด์เพราะที่ๆ เราแวะล้วนแต่เป็นสถานที่ทางธรรมชาติทั้งนั้น พอจัดการเรื่องค่าจอดรถเรียบร้อยแล้ว ก็พากันเดินเข้าไปในอุทยานแห่งชาติที่เส้นทางเดินถูกจัดสรรไว้เป็นอย่างดี แต่ต้องออกกำลังกายน่องเพราะต้องเดินขึ้นเนินเขากันในช่วงแรก

มองเห็นธารน้ำแข็งบนภูเขาอยู่แบบไกลๆ ด้วย

อุทยานแห่งชาติสกาฟทาเฟล (Skaftafell National Park) ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1967 ต่อมาถูกรวมเข้ากับอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park) ในปีค.ศ. 2008 ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอุยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป! เป้าหมายของเราในอุทยานแห่งนี้ก็คือน้ำตกสวาร์ติฟอสส์ (Svartifoss waterfall) ที่มีความพิเศษแตกต่างจากน้ำตกแห่งอื่นๆ ในไอซ์แลนด์ เพราะมีกำแพงของหินลาวาบะซอลต์สีดำอยู่โดยรอบซึ่งมีรูปทรงเรียงกันอย่างแปลกประหลาดจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของน้ำตกแห่งนี้

เราแวะเที่ยวน้ำตกในไอซ์แลนด์กันมาหลายที่แล้ว ทำให้ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่กับน้ำตกสวาร์ติฟอสส์ (Svartifoss waterfall) แต่เราก็ยังคงชื่นชอบการเดินสำรวจในพื้นที่อุทยานเพื่อไปยังจุดหมายที่ไหนซักแห่ง พร้อมบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ และภูเขา เหมือนบังคับให้ตัวเองได้เดินออกกำลังกายท่ามกลางฟิตเนสธรรมชาติ ก่อนจะเดินลงไปดูน้ำตกแบบใกล้ๆ เรานั่งพักกินแซนด์วิชชีสมื้อกลางวันราคาประหยัดแก้หิวท่ามกลางวิวหลักล้านที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ทำให้แซนด์วิชอันน่าเบื่อของเราอร่อยขึ้นอีกเยอะเลย >.<

ขากลับตอนแรกเราจะเดินกลับทางเดิมเพราะอยากเดินกลับลงไปที่ๆ จอดรถก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน แต่เราเปลี่ยนใจเดินกลับลงไปด้วยอีกเส้นทางแทนเพราะจะได้เดินผ่านเส้นทางใหม่ๆ บ้างแม้ดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลานานกว่า พวกเราเดินกลับลงมาจากอุทยานในขณะที่ฟ้าเริ่มมืดเพราะพระอาทิตย์กำลังตกดินพอดี วันนี้เป็นวันที่แวะเที่ยวได้หลายที่ในไอซ์แลนด์มาก เที่ยวคุ้มตั้งแต่เช้ายันเย็นเลย เดินเยอะขนาดนี้ คิดถึงมื้อเย็นแล้ว มุ่งหน้าไปยังที่พักสำหรับคืนนี้กัน!

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: Welcome Edinborg ที่พักราคาถูกในเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss)

ที่พักวันนี้เป็นแบบห้องเดี่ยว แต่ก็เป็นราคาที่ถูกที่สุดที่เราหาได้แล้วตอนจองสำหรับคืนนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะที่พักในไอซ์แลนด์แทบทุกคืนที่เราพักมาค่อนข้างสะอาด ที่นี่ก็เช่นกัน แต่เสียอย่างเดียวคือไม่มีห้องครัว ก่อนหน้านี้ที่เราพักมามีห้องครัวทั้งหมด ทำให้เราไม่สามารถทำพาสต้ากินสำหรับมื้อเย็นได้ ก็เลยเป็นคิวของมาม่าจากซูเปอร์มาร์เก็ตที่ซื้อมาเผื่อไว้ตั้งแต่ทีแรก

พิกัด Welcome Edinborg ที่พักราคาถูกในเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss): แผนที่ Welcome Edinborg ที่พักราคาถูกในเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss)

จอง Welcome Edinborg ที่พักราคาถูกในเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss) ผ่าน Agoda: จอง Welcome Edinborg, Skogarfoss, Iceland ผ่านอโกด้า

Reference:

เรื่อง: ตรีสุคนธ์ จีระมะกร (ตรี)

ฟรีแลนซ์นักแปลอังกฤษ <=> ไทยและนักเขียนคอนเทนต์

อ่านเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองตอนก่อนหน้าได้ที่นี่:

อ่านเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองตอนต่อไปได้ที่นี่:

 

1 Comment