เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง ขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน Day 6: จาก Skogarfoss ไป Hvammsvegur

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง ขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน Day 6: จาก Skogarfoss ไป Hvammsvegur

ทัวร์ในไอซ์แลนด์มีให้เลือกค่อนข้างหลากหลาย เท่าที่เราเห็นตอนค้นหาข้อมูลก็จะมีทั้งทัวร์พาปีนธารน้ำแข็ง ทัวร์นั่งเรือชมธารน้ำแข็ง ทัวร์ขี่สโนว์โมบิล ทัวร์ชมถ้ำน้ำแข็ง และตอนที่เรามาถึงก็เห็นว่ามีทัวร์ชมแมวน้ำและปลาวาฬด้วย เราอยากจะไปมันให้หมดนี่เลยแต่ติดอยู่ที่งบประมาณนี่แหละ! เราก็เลยเลือกเพียงแค่ทัวร์เดียวเท่านั้นที่คิดว่าน่าจะมีความพิเศษที่สุดนั่นก็คือทัวร์ชมถ้ำน้ำแข็ง ช่วงที่เราไปเที่ยวไอซ์แลนด์เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เป็นช่วงของฤดูใบไม้ผลิที่กำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาวพอดี แต่โชคดีที่ยังมีถ้ำน้ำแข็งแห่งหนึ่งในไอซ์แลนด์ที่สามารถเข้าไปชมได้ตลอดปี ที่นี่มีชื่อว่า Mýrdalsjökull glacier

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: ทัวร์ถ้ำน้ำแข็งในไอซ์แลนด์ที่ Mýrdalsjökull glacier

ทัวร์ถ้ำน้ำแข็งในไอซ์แลนด์

วันนี้ตื่นมาปุ๊ป เตรียมตัวเสร็จก็รีบออกเดินทางจากเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss) ไปยังเมืองวิก (Vik) ในที่จอดรถใกล้กับร้าน Ice Cave Bistro/Restaurant ซึ่งเป็นจุดนัดหมายก่อนการไปทัวร์ด้วยกันในวันนี้ เวลานัดคือ 11.30 น. พอใกล้ถึงเวลาพวกเราเดินหาจนทั่วที่จอดรถก็ไม่เจอกลุ่มนักท่องเที่ยวหรือรถที่จะพาไปทัวร์เลย จนสักพักมีรถจิ๊บคันนึงขับมาจอดที่หน้าร้านอาหารพร้อมป้าย Arctic Adventure แล้วก็มีชาวไอซ์แลนด์คนนึงเดินลงมาทักทาย เราแอบตื่นเต้นที่ได้เจอคนไอซ์แลนด์และได้พูดคุยด้วยเป็นครั้งแรก (ถ้าไม่นับพนักงานต้อนรับที่โรงแรม)

พวกเรามาถึงเป็นคนแรกๆ เลยยังต้องรอนักท่องเที่ยวคนอื่นกัน สักพักก็มีรถอีกคันตามมา ซึ่งเป็นไกด์ของเราในวันนี้ ทั้งสองคนเป็นชายต่างวัย แต่ต่างก็ไว้หนวดไว้เครา ให้เราเดาผู้ชายไอซ์แลนด์ส่วนใหญ่ก็น่าจะไว้หนวดแนวๆ นี้เหมือนกัน เพราะด้วยอากาศหนาวแทบจะตลอดทั้งปีของที่นี่ สักพักพวกเราก็นั่งกันจนเต็มคันรถ มีกลุ่มของนักท่องเที่ยวผู้หญิงจากเอเชียด้วย คิดว่าน่าจะเป็นคนเกาหลี

ไกด์เราขับรถออกจากจุดนัดหมายแล้ววิ่งไปบนถนนใหญ่สักพัก ก่อนเลี้ยวเข้าข้างทางซึ่งเป็นทางที่ไม่มีการลาดถนน คงมีแค่รถจิ๊บเท่านั้นแหละที่จะสามารถขับเข้าไปถึงตัวถ้ำน้ำแข็งได้อย่างไรกังวล ระหว่างทางก็มีรถของทัวร์รอบก่อนหน้าขับสวนออกมา พวกเขาจอดรถเพื่อทักทายกันเล็กน้อยว่าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีใช่ไหม ฝนตกปรอยๆ และฟ้าครึ้มตลอดทาง และฝนก็เริ่มตกหนักจริงๆ ตอนที่พวกเราไปถึงจุดหมายพอดี (เยี่ยม!) พอมาถึงไกด์ก็แจกอุปกรณ์ให้เราอยู่ 3 อย่างคือ ที่สวมเท้าสำหรับเดินบนก้อนน้ำแข็ง ไฟฉาย แล้วก็หมวกกันน็อค สวมใส่อุปกรณ์กันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็พากันเดินไปเป็นแถวตามไกด์เพื่อไปที่ถ้ำน้ำแข็งกัน

ตอนนั้นเราตื่นเต้น (ปนกังวล) ที่จะได้เดินบนธารน้ำแข็งเป็นครั้งแรก ตอนแรกแฟนเราบอกคนไอซ์แลนด์ในรถตอนคุยกันว่าเราแอบกลัวการเดินบนธารน้ำแข็ง คนไอซ์แลนด์ก็แกล้งเราต่อว่ามันอันตรายมาก! แต่ความเป็นจริงแล้วที่สวมเท้านั้นช่วยไว้ได้เยอะมาก พอได้ลองเดินบนธารน้ำแข็งดูจริงๆ มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้เลย ที่สวมเท้าเป็นตัวช่วยเกาะอย่างดี ทำให้เราสามารถเดินบนน้ำแข็งได้ค่อนข้างสะดวกเลยล่ะ และพื้นก็ไม่ได้เป็นแค่น้ำแข็งล้วนๆ ยังมีดินภูเขาไฟปะปนอยู่ด้วย แต่เราก็ยังคงค่อยๆ ก้าวอย่างระมัดระวังเพราะกลัวลื่น จากที่เป็นคนแรกๆ ของกลุ่มก็เลยค่อยๆ กลายเป็นเด็กหลังแถว

ทัวร์ถ้ำน้ำแข็งในไอซ์แลนด์

ทัวร์ถ้ำน้ำแข็งในไอซ์แลนด์

เราเจอคนไอซ์แลนด์คนนั้นอีกทีในถ้ำ เค้าเป็นคนคอยช่วยดูแลสถานที่อีกแรง เค้าตะโกนมาบอกเราว่า “เป็นไงบ้าง ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดใช่ไหมล่ะ?” ใช่ จริงๆ แล้วมันน่าสนุกต่างหาก เสียดายที่อากาศไม่ค่อยเป็นใจ ฝนตกหนักจนตัวพวกเรานี่เปียกชุ่มกันไปหมด แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรสำหรับคนไอซ์แลนด์ เพราะเค้าเคยชินกับสภาพอากาศในประเทศที่เป็นแบบนี้จนคุยเป็นเรื่องติดตลกกันไปแล้ว พวกเขาพูดบนรถมาอยู่ประโยคนึงว่า “คุณคงชอบอะไรหลายๆ อย่างในไอซ์แลนด์รวมทั้งสภาพอากาศที่ยอดเยี่ยมเหมือนในวันนี้ด้วย” แล้วก็หัวเราะให้กับมันแทน

ทัวร์ถ้ำน้ำแข็งในไอซ์แลนด์

ตามทางเดินมีสะพานเป็นระยะให้เราเดินข้ามทางน้ำหรือช่องว่างระหว่างธารน้ำแข็งได้ง่ายขึ้น แต่ในถ้ำเวลาเดินต้องระวังหน่อยเพราะข้างในค่อนข้างมืด ต้องคอยใช้ไฟฉายส่องไปตามทางที่ค่อนข้างแคบและต้องเดินข้ามสะพานที่บางครั้งเป็นแค่แผ่นไม้แผ่นเดียว ไกด์เล่าให้ฟังว่าเคยมีนักท่องเที่ยวตกสะพานลงไปในน้ำตอนหน้าหนาว เขาต้องลงไปช่วย เปียกชุ่มกันไปทั้งตัว เวลาเดินต้องระวัง เค้าบอกตลอดให้เราคอยส่องไฟฉาย และอย่ามัวแต่ห่วงถ่ายรูปอย่างเดียว แต่เราก็อดไม่ได้หรอกเนอะ

ภายใต้ธารน้ำแข็งแห่งนี้เป็นพื้นที่ของภูเขาไฟคัทลา (Katla volcano) ภูเขาไฟที่ยังคงคุกรุ่นอยู่และเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์! หืมมม ฉันกำลังเดินอยู่บนภูเขาไฟที่ยัง active อยู่ ไกด์บอกว่าไม่มีใครรู้เลยว่าภูเขาไฟแห่งนี้จะระเบิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ มีการศึกษามาว่าภูเขาไฟ Katla จะระเบิดในทุกๆ 50 ปีโดยประมาณตั้งแต่ปีค.ศ. 930 การระเบิดของภูเขาไฟคัทลาครั้งที่ยิ่งที่สุดเกิดขึ้นล่าสุดเมื่อปีค.ศ. 1918 ซึ่งโคลนภูเขาไฟ (lahar mudflow) ได้ไหลและขยายส่วนชายฝั่งทางใต้ของไอซ์แลนด์ไปไกลถึง 5 กิโลเมตร ตัวธารน้ำแข็งเองก็มีความอันตรายไม่แพ้ลาวาเองเพราะเคยทำลายหมู่บ้านละแวกนั้นมาก่อนด้วย ทำให้บริเวณนี้ในปัจจุบันไม่ค่อยมีบ้านเรือนของผู้คนอยู่เท่าไหร่นัก

ไกด์เล่าให้ฟังว่าที่นี่เคยเป็นสถานที่สำหรับถ่ายหนังด้วย อย่างเรื่อง Lost in Space ที่เป็นซีรีส์ใน Netflix กับ Episode แรกที่มีผู้หญิงคนนึงติดอยู่ในน้ำแข็ง และพ่อกับลูกชายพากันออกไปตามหาแมกนีเซียมเพื่อมาทลายน้ำแข็งลง เราเคยดูตอนนี้พอดีแต่เป็นหลังจากที่ไปทัวร์ที่นี่มาแล้ว พอมาเปิดวิดีโอฟังที่ไกด์พูดทีหลังก็เลยร้องอ๋อ! นึกภาพออกเลย หลังจากไกด์ได้เล่าเรื่องราวของที่นี่กันเล็กน้อยให้ได้ฟังกันเสร็จ เค้าก็ปล่อยให้ได้ถ่ายรูปและเดินดูรอบๆ ได้อีกนิดหน่อยก่อนจะกลับกัน บางคนเดินไปไกลมาก ปีนป่ายกันสนุก ไกด์ก็คอยเตือนให้ระวังและอย่าออกไปไกลมาก 3 ชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เวลาผจญภัยในถ้ำน้ำแข็งของเราหมดลงแล้ว ได้เวลาไปผจญภัยที่อื่นกันบ้าง

Iceland, a land of ice and fire

หลังจากไกด์พาเรากลับมาส่ง พวกเรารู้สึกเหนื่อยกันมากก็เลยแวะนั่งพักในคาเฟ่กันก่อน อาหารราคาค่อนข้างแพง อย่างพาสต้าจานละเกือบ 400 บาท ส่วนซุปกูลาชแพะราคาเกือบ 700 บาท (ไว้กลับไปกินที่ฮังการี ต้นกำเนิดของกูลาชขากลับแทนดีกว่า) เลยเมินอาหาร สั่งแต่เครื่องดื่มกัน เราสั่งโกโก้ร้อนแก้หนาวที่ไปตากฝนกันมาจนสะบักสะบอมไปหมด ทัวร์ที่เราไปมีชื่อว่า Katla Icecave Tour ซึ่งเป็นทัวร์ที่แพงที่สุดที่เราเคยไปมาเลยก็ว่าได้! ราคาตกคนละประมาณ 19,990 ISK (4,562 บาท) แต่ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำที่ไหนมาก่อน เราอุ่นใจกว่าถ้าไปสถานที่แบบนี้และมีไกด์คอยดูแล ถ้าใครอยากไปทัวร์ถ้ำน้ำแข็งแบบนี้บ้าง สามารถจองทัวร์ออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ด้านล่างนี้เลย ในเว็บยังมีอีกหลายทัวร์ที่น่าสนใจให้เลือก แล้วแต่ความสนใจของแต่ละคน ถ้ามีโอกาสอีกครั้งก็อยากจะไปทัวร์ดูวาฬกลางทะเลกับเค้าบ้างในอนาคต

จองทัวร์ Katla Icecave Tour ออนไลน์: Adventures.com/iceland/tours/activities/ice-caves/katla-ice-cave-under-the-volcano/

พิกัด Lava Cafe: Lava Bakery and Coffee

ใกล้กับคาเฟ่ลาวา (Lava cafe) จะมีซูเปอร์มาร์เก็ตและโซนขายสินค้าและของฝาก เสื้อกันหนาวที่นี่น่าซื้อมากแต่ราคาคือสูงลิ่วทำได้แค่ eye shopping

โอริโอ้เคลือบไวท์ช็อกโกแลตอันนี้อร่อยมาก แต่แพงม๊าก ราคาน่าจะเกือบ 200 บาทถ้าจำไม่ผิด แฟนเห็นที่เยอรมันก็มี เหมือนกันเด๊ะ กล่องละ 60 บาทไทยได้ ฮ่าๆ

ลองเป็นไวกิ้ง ชนพื้นเมืองของที่นี่ในศตวรรษที่ 11

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: ซากเครื่องบินในไอซ์แลนด์ (The plane wreck in Iceland)

ซากเครื่องบินในไอซ์แลนด์ (The plane wreck in Iceland)

สถานที่ท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์ที่ต่อไปก็คือซากเครื่องบินที่ Solheimasandur มุมถ่ายรูปสุดฮิตของไอซ์แลนด์ที่ใครๆ ต่างก็พากันมาถ่ายรูปแบบคูลๆ คู่ด้วย เราแวะที่นี่วันนี้เพราะพิกัดของ the plane wreck at solheimasandur ตั้งอยู่ระหว่างทางกลับจากเมืองวิก (Vik) ไปยังเมืองสโกกาฟอสส์ (Skogarfoss) หลังจากจอดรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เห็นว่าป้ายหน้าทางเข้ามีบอกราคาของรอบรถบริการรับส่งด้วย ซึ่งราคาตกคนละ 2,000 ISK (456 บาท) แพงมากเด้อ

ป้ายที่อยู่ข้างๆ กันยังบอกอีกว่าระยะทางจากที่จอดรถไปถึงบริเวณที่ซากเครื่องบินตั้งอยู่นั้นไปกลับรวมแล้วไกลกว่า 7 กิโลเมตร! ใช้เวลาไปกลับทั้งหมดก็น่าจะราวๆ 3-4 ชั่วโมง ข้อมูลโฆษณาชวนให้จ่าย 450 บาทสุด แต่สายงกอย่างเราก็ยังเลือกที่จะเดินไปยังจุดหมายด้วยลำแข้งของตัวเอง! ข้างหน้าก็เห็นว่ามีคนที่เลือกจะเดินเหมือนกัน ลมพัดแรงมากเพราะไม่มีอะไรกั้นเลย เป็นแค่พื้นที่โล่งๆ มองไปข้างหน้านี่ไม่เห็นตัวซากเครื่องบินเลยด้วยซ้ำ เดินไปได้ครึ่งทางฝนก็ตกลงมาอีกแล้ว เพิ่มอุปสรรคเข้าไปอีก จังหวะที่รถรับส่งคันใหญ่ยักษ์ที่มีคนอยู่เต็มคันรถขับผ่านก็อดอิจฉาไม่ได้ ขาก็ยังคงต้องก้าวต่อไปจนค่อยๆ เห็นเป็นเครื่องบินลำเล็กๆ อยู่แบบไกลๆ

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

ซากเครื่องบินในไอซ์แลนด์ (The plane wreck in Iceland)

คนเยอะมาก! ยืนรอถ่ายรูปกันอยู่เต็มไปหมด เยอะกว่าตอนเราไปที่สวยๆ อย่างภูเขาไฟ ธารน้ำแข็ง หรืออุทยานแห่งชาติซะอีก ยิ่งตอนรถรับส่งปล่อยผู้โดยสารลงคือมาเป็นโขยงเลย ต้องใช้ความอดทนในการรอจังหวะถ่ายแบบไม่ให้ติดคนอื่น ฝนยังคงตกไม่หยุด กล้องเลนส์มัวถ่ายรูปยากมาก เราถ่ายได้นิดหน่อยก็พากันสำรวจเครื่องบินแล้วก็เดินกลับ

ซากเครื่องบินในไอซ์แลนด์ (The plane wreck in Iceland)

ซากเครื่องบินในไอซ์แลนด์ (The plane wreck in Iceland)

บางคนก็ถึงขั้นปีนขึ้นไปถ่ายบนซากเครื่องบินแล้วทำท่ายืนเท่ แต่ตอนลงก็ลำบาก เพื่อนต้องคอยช่วย เราแค่มองเฉยๆ ยังเสียวว้าบเพราะซากเครื่องบินเก่ามากกลัวว่ามันจะแตกหรือหักแล้วคนจะเจ็บตัวเอา ป้ายข้างหน้าเค้าก็มีเขียนเตือนไว้ว่าอย่าปีนขึ้นไป ตอนเดินกลับเราเห็นว่ามีชิ้นส่วนของเครื่องบินบางส่วนถูกลมพัดมาซะไกล เพราะที่นี่ลมแรงมาก โดยเฉพาะในหน้าหนาว

ซากเครื่องบินลำนี้ถูกปล่อยทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ. 1973 เนื่องจากเกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกที่นี่ เครื่องบินลำนี้มีชื่อว่า Douglas Dakota C-117 ซึ่งมีคนขับรวมผู้โดยสารทั้งหมด 7 คนด้วยกัน พวกเขากำลังเดินทางกลับไปยังสนามบินเรคยาวิกหลังจากที่ไปส่งของที่สถานีเรดาร์ใกล้กับเมือง Hornafjörður กันมา ขากลับเครื่องเกิดขัดข้องทำให้นักบินต้องลงจอดที่นี่ Sólheimasandur กลางคัน ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไรกันแน่

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

ขากลับเราเดินกันเงียบมากเพราะความเหนื่อยเข้าครอบงำ เราเดินไป พักไป คอยสังเกตดูนู่นนี่นั่นระหว่างทางแก้เบื่อ ถึงแม้คนจะเยอะมากและเดินเหนื่อยมาก พอไปจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไร แต่เรื่องราวก็น่าสนใจ ไม่เสียดายที่ได้มา เพราะอย่างน้อยๆ ก็ได้เดินออกกำลังกายท่ามกลางวิวสวยๆ (จนขาลาก) แถมยังต้องเอาชนะใจตัวเองท่ามกลางลมที่พัดแรงและฝนที่ตกลงมาเรื่อยๆ ทำให้หนาวสั่นอยู่ตลอด แต่มันก็เป็นอยู่แบบนี้ไม่นานหรอก เพราะพอกลับมาถึงรถ เราก็มีเบาะอุ่นๆ ขนมอร่อยๆ เพลงเพราะๆ ให้ได้ฟัง แค่นี้ก็ชวนให้หายเหนื่อยได้แล้ว

วันนี้เหนื่อยมาก ใช้กำลังขาคุ้มจริงๆ ขากลับเราขับรถผ่านน้ำตกแห่งนึงที่เห็นมาแต่ไกลข้างทาง ก็เลยพากันจอดรถ ลงไปนั่งเล่น กินแซนด์วิชที่เตรียมมากัน

Skógafoss waterfall

หมดไปอีกวัน.. พรุ่งนี้ก็เป็นวันเที่ยววันสุดท้ายในไอซ์แลนด์แล้ว

พิกัดน้ำตกสโกคาร์ฟอสส์ (Skógafoss waterfall): แผนที่น้ำตกสโกคาร์ฟอสส์ (Skógafoss waterfall)

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: Hjardarbol Guesthouse ที่พักราคาถูกในเมือง Hvammsvegur

Hjardarbol Guesthouse

ที่พักราคาถูก ไอซ์แลนด์

Hjardarbol Guesthouse

ที่พักวันนี้เป็นอีกที่ที่เราชอบมาก เพราะเป็นเหมือนบ้านหลังเล็กๆ มีต้นสนล้อมรอบ แล้วก็มีทุกอย่างครบทั้งห้องครัวและห้องน้ำในตัว ห้องที่เราได้เข้าพักเป็นห้องใต้หลังคาขนาดเล็ก น่ารัก แต่ที่เราชอบมากที่สุดของ Hjardarbol Guesthouse ก็คือเจ้าของบอกว่ามีบ่อน้ำแร่ให้แช่ได้แบบฟรีๆ ด้วย ตกดึกเราออกไปล่าแสงเหนือกันเพราะวันนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้ต้องเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงเรคยาวิก (Reykjavik) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ วันนี้คือโอกาสสุดท้าย เราขับรถออกไปค่อนข้างไกลแต่ก็ไม่ได้เจอแสงเหนืออย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างน้อย 7 วันในไอซ์แลนด์เราก็ได้มีโอกาสเห็นแสงเหนือแล้วหนึ่งครั้งซึ่งเราว่านั่นก็เป็นเรื่องที่โชคดีมากๆ แล้ว หลังจากนั้นก็กลับมาที่ที่พัก แช่น้ำแร่ แหงนมองดูดาว..

Hjardarbol Guesthouse

Hjardarbol Guesthouse

พิกัด Hjardarbol Guesthouse: แผนที่ Hjardarbol Guesthouse

จอง Hjardarbol Guesthouse ออนไลน์: จอง Hjardarbol Guesthouse ผ่าน Agoda

Reference:

เรื่อง: ตรีสุคนธ์ จีระมะกร (ตรี)

ฟรีแลนซ์นักแปลอังกฤษ <=> ไทยและนักเขียนคอนเทนต์

อ่านเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองตอนก่อนหน้าได้ที่นี่:

อ่านเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองตอนต่อไปได้ที่นี่:

 

 

1 Comment