นั่งรถไฟในอินเดีย ตอนที่ 1 : เมืองชัยปุระ เมืองสีชมพู

นั่งรถไฟในอินเดีย ตอนที่ 1 : เมืองชัยปุระ เมืองสีชมพู

“ประเทศของคุณมีประชากรทั้งหมดกี่คน?” หญิงสาวอินเดียคนนึงที่นั่งเบียดด้วยกันบนแชร์ตุ๊กๆถาม “70 ล้านคนได้” เราตอบ เค้าถึงกับหัวเราะออกมา แน่ละ ประเทศเราเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับอินเดียที่มีประชากรมากถึง 1.34 พันล้านคน มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่าถ้าคุณได้ไปอินเดียสักครั้ง ไม่ตกหลุมรักประเทศนี้ก็จะเกลียดไปเลย เราอยากไปตามหาคำตอบนี้ของตัวเอง ค้นหาตั๋วที่ถูกที่สุดจากกรุงเทพไปอินเดีย ได้เป็นเส้นทางเริ่มต้นจากเมืองชัยปุระสิ้นสุดที่เมืองโกลกาตา เดินทางโดยรถไฟเป็นหลักผ่านเมืองสำคัญต่างๆ คือ ชัยปุระ (Jaipur) อัครา (Agra) พาราณสี (Varanasi) คยา (Gaya) และ โกลกาตา (Kolkata)

ที่เมืองชัยปุระ ขณะที่เจ้าของโรงแรมกำลังถ่ายรูปเรากับป้ายชื่อโรงแรม ก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างขยับอยู่ข้างๆ หันไปดูปรากฏว่าเป็นลิงนั่งอยู่บนกำแพง ซักพักก็มีอีก 3-4 ตัววิ่งตามกันเข้ามา เจ้าของโรงแรมบอกว่าอะไรที่เราเห็นในสวนสัตว์ จะเห็นได้ตามท้องถนนของที่นี่ ซึ่งก็เป็นอย่างที่เค้าว่าจริงๆ เพราะตอนที่เราเดินไปขึ้นรถบัสสาธารณะเพื่อไป Amber fort วังเก่าของเมืองนี้ ก็เจอทั้งอูฐ ลา วัว ช้าง ม้า แพะ ท่ามกลางรถมากมายบนท้องถนนที่ขับเร็วและบีบแตรเสียงดังเพื่อเตือนกันตลอดเวลา ราคารถบัสสาธารณะต่อคนแค่ 10 รูปีหรือประมาณ 5 บาทเท่านั้น (วิธีคิดเป็นเงินไทยง่ายๆ คือ เอาเงินรูปปีหาร 2)

 

ถึงแล้ว Amber fort มีนกพิราบมากมายบินไปมา ภายในมีห้องเล็กๆน้อยๆซ่อนอยู่ ทำให้เราเพลิดเพลินกับการเดินเข้าห้องนู้นออกห้องนี้ ที่นี่มีอุโมงค์ใต้ดินที่สามารถเดินไปโผล่ที่ Jaigarh fort ได้ เราชอบที่คนอินเดียส่วนใหญ่เค้ามาเที่ยวกันเป็นครอบครัวใช้เวลาร่วมกัน ที่สวนด้านหน้ามีครอบครัวมาปิกนิกกันอยู่เต็มไปหมด

เรานั่งพักกินบะหมี่ถ้วยตรงนั้นบ้าง ซักพักก็มีเด็กตัวเล็กๆหน้าตามอมแมมไม่ใส่กางเกงชี้ที่บะหมี่ถ้วยที่เรากินเหลือแต่น้ำเพื่อขอไปกินต่อ เราก็ให้เค้าไป ซักพักแม่เค้าก็เดินมาขอตังค์ เราเลยต้องลุกและเดินหนีไปจากตรงนั้น ครั้งนึงระหว่างรอรถ มีผู้หญิงอุ้มลูกเข้ามาขอให้ซื้อนมให้ลูกเค้ากิน ในทุกวันจะมีคนเข้ามาขอเงิน เราต้องเดินหนี ส่ายหน้า และ say no ตลอดเวลา เพราะถ้าให้คนนึง คนที่เหลือก็คงจะรุมเข้ามาขอเรา แต่ที่ทำให้เราทึ่งมากๆคือบางครั้งเด็กเล็กอายุประมาณ 1 ขวบได้ เรามองเพราะความน่ารักของเด็ก แต่เด็กกลับแบมือแล้วพูดกับเราว่า “money” เด็กขนาดนั้นแต่กลับรู้วิธีที่จะแบบมือขอเงินชาวต่างชาติซะแล้ว ที่นี่ยังมีผู้คนที่ยากจนอยู่อีกมาก

วันต่อมาเราเดินเล่นรอบๆเมืองกัน เราชอบแชร์ตุ๊กๆของที่นี่มากเพราะขับเคลื่อนด้วยแบตเตอร์รี่และสามารถนั่งร่วมไปกับคนอื่นที่ไปทางเดียวกันได้ ดีต่อสิ่งแวดล้อม มีวิ่งมากมายบนท้องถนน และราคาไม่แพง แค่ 20-30 รูปีหรือ 10 – 15 บาทต่อคน เป็นเหมือนขนส่งสาธารณะและอาชีพหลักของคนที่นี่ วันนี้เราไปถ่ายรูปชิคๆกับตึกสวยขนาดใหญ่สีชมพูที่ตั้งอยู่กลางเมืองอย่าง Hawa Mahal (Windy Palace) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากมงกุฎของพระกฤษณะ ภายในเป็นกระจกหลากหลายสีสัน และมีหน้าต่างเล็กๆมากมาย สร้างโดยมหาราชาให้แก่เหล่านางในวังได้ชื่นชมเมืองผ่านหน้าต่างเหล่านั้น

เราเดินดุ่มๆเข้าไปในวัดที่เหมือนมีงานเฉลิมฉลองอะไรซักอย่างอยู่ คนอินเดียก็ใจดีแบ่งขนมในงานให้เราได้ลองกิน มีคนบอกกับเราว่าวันนี้เป็นวันเกิดของพระกฤษณะ ซึ่งจะมีขบวนพาเหรดในตอนเย็น โชคดีบังเอิญเป็นช่วงที่เรามาเที่ยวพอดีเลยแพลนว่าเย็นนี้จะกลับมาดูพาเหรดที่นี่กัน หลังจากที่ไปที่ Albert Hall Museum ที่มีมัมมี่ผู้หญิงชื่อ “Tutu” อายุกว่า 2,300 ปีและสิ่งของเก่าแก่จากอียิปต์จัดแสดงอยู่ ทั้งวันเรากินแต่ street food ที่ขายตามรถเข็น แทบจะทุกอย่างที่มี อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง ก็เพื่อให้อิ่มท้อง เพราะไม่ค่อยเห็นร้านอาหารแถวนั้นเลย

ร้านขายชานมร้อนหน้าโรงแรมแก้วละ 10 รูปี (5 บาท) คนขายยิ้มแย้มให้เราทุกครั้งที่แวะซื้อชาของเค้า

เรื่อง: ตรีสุคนธ์ จีระมะกร (ตรี)

อ่านเกี่ยวกับศรีลังกาได้ที่นี่: 9 วันในศรีลังกา ตอนที่ 1 : ก่อนออกเดินทาง

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่: ตอนที่ 2 : อนุสรณ์แห่งความรัก ทัชมาฮาล