9 วันในศรีลังกา ตอนที่ 5 : นั่งรถไฟผ่านไร่ชา แคนดี้-บาดุลลา

9 วันในศรีลังกา ตอนที่ 5 : นั่งรถไฟผ่านไร่ชา แคนดี้-บาดุลลา

รถบัสจากดัมบุลลามาถึงแคนดี้ เราจองที่พักไว้แล้วใกล้กับสถานีรถไฟจะได้ออกไปซื้อตั๋วรถไฟเพื่อเดินทางในวันรุ่งขึ้นได้ง่าย เราเดินตามแผนที่เพื่อไปที่พัก ระหว่างนั้นฝนก็ตกโปรยปรายลงมา เสื้อกันฝนเป็นสิ่งจำเป็นและมีประโยชน์มากสำหรับทริปนี้ เพราะเราไปกันเดือนห้าหน้าฝน หลังจากจัดการกับที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของที่นี่ทันที Temple of the tooth ที่นี่ถือเป็นมกดกโลกอีกที่หนึ่ง เป็นวัดที่เก็บพระเขี้ยวซ้ายของพระพุทธเจ้า เป็นที่สักการะบูชาที่สำคัญสำหรับคนในเมืองนี้ เช่นเคยสำหรับวัดที่ศรีลังกา เราต้องถอดรองเท้ากันตั้งแต่เข้าประตูวัด พอเข้ามาก็เจอไกด์ยืนรอหาลูกค้าอยู่ เราอยากลองเที่ยวแบบมีไกด์คอยให้ความรู้ดูบ้าง เค้าบอกให้เราสามารถให้เท่าไหร่ก็ได้ตามความพอใจ เราเลยต่อจากราคาประมาณ 500 บาทจนเหลือ 300 บาท

แต่เราว่าไม่จ้างไกด์ดีกว่า ฮ่าๆ เพราะเค้าไม่ได้อธิบายเยอะมาก พูดซ้ำเรื่องเดิมๆ ขากลับคิดว่าที่บ้านโทรตามเพราะนางดูรีบกลับ แถมภาษาอังกฤษก็ฟังยากซะด้วย แต่อย่างน้อยเราก็ได้คุยกับคนท้องถิ่นเล็กน้อย อาชีพหลักของเค้าคือเปิดร้านขายอุปกรณ์กีฬา ซึ่งเค้าต้องบินไปซื้อจากกรุงเทพอยู่บ่อยครั้ง และทำงานไกด์เป็นอาชีพเสริม ภรรยาของเค้าเป็นครู และบอกว่าชีวิตครูที่นั่นลำบาก เค้าพูดถึงเทศกาลแห่พระเขี้ยวแก้วที่จะจัดขึ้นปีละครั้งที่นี่ในเดือนกันยายนของทุกปีซึ่งต้องใช้ช้างเดินขบวนถึง 90 เชือกด้วยกัน !

ที่นี่เคยเป็นพระราชวังมาก่อนแต่ถูกดัดแปลงเป็นวัดเพื่อเก็บพระเขี้ยวแก้วในภายหลัง บรรยากาศภายในจะมีรูปตกแต่งเกี่ยวกับเทศกาลพระเขี้ยวแก้วที่สำคัญ มีกองดอกบัวสวยที่ขายในราคา 20-40 บาทเพื่อให้คนได้ซื้อไปสักการะกัน ภายในวัดจะมี 2 ชั้น เวลาประมาณ 6 โมงครึ่งตอนเย็นของทุกวันจะมีพิธีตีกลอง เป่าสังข์ ที่ชั้น 1 และเปิดให้คนได้เปิดประตูเพื่อให้ผู้คนได้เห็นเจดีย์ขนาดกลางที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วที่ชั้น 2 ให้ผู้คนมากมายที่ได้มาที่นี่เห็นเป็นบุญตาและวางดอกไม้หรือเงินไว้ในพานเพื่อสักการะบูชา

ตอนที่ถือดอกบัวยืนรอคิวอยู่นั้น ในฐานะชาวพุทธก็อิ่มใจมากๆ โชคดีที่ได้มีโอกาสได้เห็น และได้สักการะใกล้ขนาดนี้ ถ้าใครอยากไปที่นี่ เค้าเปิดให้ชมแค่บางช่วงเวลาเท่านั้น เท่าที่หาข้อมูลมีเพียงแค่ตอนเช้าตี 5 ครึ่งและตอนเย็น 6 โมงครึ่งเท่านั้น

หลังจากขอพรไปหลายข้อ ก็เดินออกอีกทางกัน จะมีห้องนึงที่เก็บเกี่ยวกับพระไตรปิฏกและเมื่อลงมาชั้นล่างตรงทางออกจะมีห้องที่เก็บพระพุทธรูปที่ได้รับมาจากหลายๆประเทศทั้งจีน ญี่ปุ่น พม่า รวมถึงไทยด้วย เราเดินออกผ่านอาคารไม้ด้านข้างวัดที่เคยถูกใช้เป็นสถานที่เพื่อเซ็นสัญญาระหว่างกษัตรย์ศรีลังกากับชาวต่างชาติซึ่งถูกมองว่าคล้ายกับการขายชาติ ทำให้ศรีลังกาต้องตกเป็นเมืองขึ้น

เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วศรีลังกายังวุ่นวายกับปัญหาทางการเมืองและเคยมีคนมาระเบิดตัวเองที่หน้าวัดนี้เป็นข่าวใหญ่โต แต่ในปัจจุบัน ปัญหาเหล่านั้นได้หมดไปและคนศรีลังกาได้กลับมาใช้ชีวิตกันอย่างสงบอีกครั้ง

Sri Lanka แปลว่าเกาะที่สวยงาม และนาทีนั้นเราก็ได้สัมผัสถึงความสงบสุขและสวยงามของศรีลังกาจริงๆ อย่าได้ให้มีเหตุการณ์ร้ายๆแบบนั้นเกิดขึ้นอีกเลย เดินออกจากวัดมองไปตรงข้ามกับทะเลสาบจะเห็นบ้านเล็กใหญ่มากมายถูกสร้างอยู่บนภูเขาในเมืองภูเขาแห่งนี้.. Kandy

เจ้าของที่พักบอกกับเราว่าตั๋วรถไฟน่าจะเต็มหมดแล้วนะ ส่วนใหญ่คนจะจองไว้ล่วงหน้ากันนานมากหลายเดือน แต่ถ้าโชคดีอาจจะมีที่หลุดจองเหลือ เราควรจะนั่งรถย้อนไป 1 สถานีล่วงหน้า เพราะคนขึ้นที่สถานีนั้นน่าจะน้อยกว่า แต่ที่เราเคยดูรายการหนังพาไป เค้าขึ้นจากเมือง Ella มา Kandy ต้องตื่นแต่เช้าไปซื้อตั๋ว คนเยอะมากจนไม่มีที่นั่งตลอดชั่วโมงการเดินทางที่ยาวนานเกือบ 7 ชั่วโมง ตอนแรกแอบกังวลมากเพราะเรามีเวลาจำกัด ถ้าไม่ได้ตั๋วคงเสียดายแย่ มาถึง Kandy ขนาดนี้แล้ว ต้องลองเสี่ยงดู เลยตื่นกันแต่เช้า รีบไปเช็คที่สถานีใกล้กับที่พักปรากฎว่า ไร้ซึ่งปัญหาใดๆ ได้ตั๋ว reserve 2nd class มาครอบครองแต่โดยดี มั่นใจได้ว่ามีที่นั่งแน่นอน ในราคาที่แพงกว่าที่เคยนั่งมาคือคนละ 200 กว่าบาท เพราะเป็นสายรถไฟท่องเที่ยวที่มีคนมาใช้บริการมากมาย คนส่วนใหญ่จะเดินทางจาก Ella – Kandy / Kandy – Ella

Ella เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเยอะมากๆๆๆ เราเลยอยากลองแหวกแนว หลบหนีเหล่านักท่องเที่ยวทั้งหลาย แล้วนั่งรถไฟไปสุดสายเลยที่เมืองบาดุลลา (Badulla) แทน ปกติเป็นคนที่หลับเก่งมาก แต่วิวตลอดเส้นทางของรถไฟสายนี้ทำให้เราไม่มีเบื่อเลยแม้แต่น้อย เริ่มจากวิ่งตัดถนน บ้านเรือน จนรถเริ่มวิ่งขึ้นลัดเลาะไปตามภูเขา เห็นพื้นที่ปลูกชาหลายไร่นับไม่ถ้วน ที่นี่หน่ะเหรอที่ชาวอังกฤษกับดัชต์อยากได้หนักหนา ถึงได้สร้างรถไฟสายนี้ขึ้นมาเพื่อใช้ขนส่งชาเพื่อส่งออกในอดีต แต่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นรถไฟสายหนึ่งที่ผู้คนทั่วโลกได้มาเพื่อจะได้มีประสบการณ์ในการนั่งรถไฟสายที่สวยที่สุดสายหนึ่งของโลกที่นี่

 

ในอดีตผู้คนคงต้องตรากตรำทำงานในไร่ชาเพื่อชนชาติอื่น แต่ตอนนี้ ฝนตกปรอยๆ ทำให้อากาศเย็น ผู้คนก็ยังคงทำงานเก็บชากันต่อไปแต่เพื่อเป็นอาชีพดูแลตน ผ่านจากไร่ชามาหลายสถานี รถไฟก็เริ่มลัดเลาะผ่านป่าสน ต้นไม้มีเยอะมากบ่งบอกได้ว่าศรีลังกายังคงเต็มไปด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์อย่างมาก ผ่านพื้นที่ป่าก็จะได้เห็นน้ำตกขนาดมหึมาไหลลาดผ่านภูเขาที่มีต้นไม้อยู่เต็มเขา หลังๆเริ่มเป็นพื้นที่เกษตรกรรมปลูกผักสวนครัว พอมาถึงสถานี Ella นักท่องเที่ยวที่มีมากมายเต็มขบวนก็ออกที่สถานีนี้กันหมด เหลือแต่เราชาวต่างชาติ 2 คน และ local กับพนักงานบนรถไฟรวมกันไม่ถึง 10 คนได้ ทีนี้พวกเราเดินเล่นกันไปมา โหนประตูรถไฟกันเล่นราวกับว่ารถไฟขบวนนี้เป็นของเราเท่านั้น

อ่านก่อนหน้าได้ที่นี่: ตอนที่ 4 : แวะพักระหว่างทางที่ดัมบุลลา

อ่านต่อได้ที่นี่: ตอนที่ 6 : เงียบสงบที่บาดุลลา 

2 Comments