เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง ขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน Day 2: จาก Akureyri ไป Arbot

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง ขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน Day 2: จาก Akureyri ไป Arbot

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองวันที่สอง จุดหมายในวันนี้ของเราคือเมืองอาร์บอท (Arbot) ซึ่งห่างจากเมืองอาคูเรย์รี่ (Akureyri) แค่ประมาณ 60 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น ใกล้กว่าเส้นทางในวันแรกหลายเท่า! วันนี้คนที่ขับรถก็ขับได้แบบสบายๆ เลย ถึงระยะทางจะใกล้แต่ระหว่างทางมีสถานที่ท่องเที่ยวไอซ์แลนด์ให้แวะเยอะมาก ที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่แรกที่เราแวะกันคือน้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall) ขับไปตามถนนเส้นหลักออกมาจากโรงแรม Akureyri H.I. Hostel แค่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง สังเกตได้เลยว่าเป็นจุดแวะเที่ยวเพราะเห็นรถจอดอยู่ในที่จอดรถเต็มไปหมด

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)

น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)

น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)

น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)  น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)

น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)

ที่เที่ยวในไอซ์แลนด์อย่าง น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall) แปลเป็นไทยได้ว่าน้ำตกของพระเจ้า ซึ่งชื่อนี้มีที่มาที่น่าสนใจ สมัยก่อนคนที่นี่ส่วนใหญ่เป็นชาวนอร์วีเจียนผู้นับถือศาสนานอร์ส (Norse religion) ที่บูชาเทพอย่าง Thor Odin Loki และ Freya จนกระทั่งในปี ค.ศ. 930 ที่มีการจัดตั้งเป็นเครือรัฐขึ้นมา เกิดแรงกดดันให้ผู้คนต้องหันมานับถือศาสนาคริสต์มากขึ้น ไม่อย่างนั้นก็อาจถูกบุกรุกจากคนในฝั่งยุโรปได้ ที่ซิงเควลลิร์ (Þingvellir) ที่มีการพบปะกันของตัวแทนในสภาปีละครั้ง ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รักษากฎในตอนนั้นเป็นคนทำหน้าที่ในการตัดสินใจ ตามตำนานเล่าว่า เขานอนอยู่ภายใต้ผ้าขนสัตว์แล้วสวดมนต์ต่อเทพเจ้าทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ตนเองตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง จนเมื่อเวลามาถึง.. เค้าตัดสินใจประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาอย่างเป็นทางการของคนไอซ์แลนด์ แต่กิจกรรมของพวกนอกรีตยังคงทำได้เหมือนเดิมแต่ต้องเป็นแบบส่วนตัวเท่านั้น จากนั้นเค้าก็นำเอาวัตถุบูชาของเทพเจ้าก่อนๆ มาโยนไว้ที่น้ำตกแห่งนี้ จนกลายเป็นชื่อเรียกของน้ำตกแห่งนี้เรื่อยมา แม้เวลาจะผ่านมาเป็นพันปีแล้ว

น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)

น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)

อากาศตอนเช้าของวันที่สองช่วงแรกๆ ดีมาก เย็นสบายแล้วก็ไม่มีฝนตกเลย พวกเราพากันเดินเล่นรอบๆ บริเวณของน้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall) น้ำตกแห่งแรกในไอซ์แลนด์ที่เราแวะเที่ยวกันอยู่นาน จนอยู่ดีๆ ฝนก็เริ่มตกปรอยๆ ลงมา เราเลยพากันเดินกลับขึ้นไปบนรถแล้วออกเดินทางกันต่อ เราตื่นเต้นกับน้ำตกแห่งนี้มากในตอนแรก แต่ไอซ์แลนด์ยังมีน้ำตกสวยๆ รอต้อนรับเราอยู่อีกหลายแห่ง น้ำตกแห่งนี้ว่าใหญ่แล้ว เพราะอย่างที่เห็นในรูปก็คือคนเหลือตัวนิดเดียว แต่ไอซ์แลนด์ยังมีน้ำตกที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก ระหว่างทางเราก็เห็นน้ำตกสายเล็กสายน้อยเยอะมากที่ไหลผ่านตามซอกหินของภูเขาอยู่ตลอดทาง เรียกได้ว่าเป็นดินแดนแห่งน้ำตกที่แท้จริง!

พิกัดน้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall): แผนที่น้ำตกโกดาฟอสส์ (Godafoss waterfall)

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: ทะเลสาบมีวัทน์ (Lake Myvatn)

ทะเลสาบมีวัทน์ (Lake Myvatn)

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

ทะเลสาบมีวัทน์ (Lake Myvatn)

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

ที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่เหมาะกับการแวะเดินเล่นชมวิวชิวๆ ก็คือที่นี่เลย ทะเลสาบมีวัทน์ (Lake Myvatn) หลังจากพยายามถ่ายรูปน้องแกะข้างถนนอยู่นาน ที่นี่เป็นที่ๆ น้องแกะนั่งๆ นอนๆ กินหญ้าอยู่เยอะมาก บางครั้งก็วิ่ง (หนี) เวลาที่เราเดินเข้าไปใกล้ จะถ่ายรูปน้องแกะเล่นกี่รูปก็ได้ที่นี่ แค่อย่าวิ่งไล่แกะเล่นก็พอ คนไอซ์แลนด์เค้าแปะป้ายขอไว้ อีกอย่างที่เค้าขอก็คือให้เราเดินเล่นตามทางที่จัดไว้เท่านั้น เค้าไม่อยากให้เดินออกนอกเส้นทางโดยไม่จำเป็น คนที่นี่เค้าเคารพธรรมชาติและดูแลธรรมชาติด้วยการไม่ไปรุกล้ำ ปล่อยให้ธรรมชาติได้เติบโตและสวยงามในแบบที่มันควรจะเป็น..

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

ทะเลสาบมีวัทน์ (Lake Myvatn) คือทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สี่ในไอซ์แลนด์ ความพิเศษของทะเลสาบมีวัทน์ (Lake Myvatn) ที่ไม่เหมือนทะเลสาบแห่งอื่นๆ ก็คือมีส่วนของปากปล่องภูเขาไฟเทียม (Pseudocrater) อยู่ ซึ่งแท้จริงแล้วเกิดจากการที่ลาวาไหลออกมาบนพื้นโลกจากบริเวณอื่นแล้วไหลลงไปในแหล่งน้ำ ความร้อนของลาวาทำให้น้ำและตะกอนต่างๆ เดือดจนเป็นไอแล้วลอยขึ้นมาบนลาวาที่ปกคลุมอยู่ ฟอร์มตัวจนเกิดเป็นลักษณะคล้ายกับปล่องภูเขาไฟขึ้น ซึ่งปากปล่องภูเขาไฟเทียมของทะเลสาบมีวัทน์ที่ว่านี้เกิดจากลาวา Basaltic ตั้งแต่เมื่อ 2,300 ปีที่แล้ว! ตอนแรกเราก็นึกว่าเป็นปากภูเขาไฟจริงๆ แต่เขามีขนาดเล็กมาก และมีอยู่หลายเนินติดกัน มาลองหาข้อมูลเพิ่มเติมก็เพิ่งรู้ว่าเป็นเพียงแค่แบบเทียมที่เป็นผลกระทบมาจากการไหลของลาวาจากที่อื่นอีกทีต่างหาก.. ไปเที่ยวด้วย แถมเรียนรู้เกี่ยวกับธรณีวิทยาเล็กๆ น้อยๆ ไปด้วย 🙂

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

พวกเราเดินเล่นรอบทะเลสาบมีวัทน์ (Lake Myvatn) กันไปรอบนึงก็ออกเดินทางต่อ ไม่แน่ใจว่าเพราะที่นี่เป็นแหล่งน้ำหรือเปล่าถึงมียุงบินมากวนอยู่ตลอด ที่อื่นไม่เจอ เราเลยหนีดีกว่า แต่พอขับรถไปได้อีกไม่กี่นาทีก็ต้องแวะจอดอีกแล้ว เพราะวิวข้างทางที่เห็นสวยราวกับภาพวาด ต้นไม้หลากสี ทะเลสาบ กับท้องฟ้าในไอซ์แลนด์ที่กำลังออกแดดเป็นใจให้ (นานๆ ที) ทำให้เราตกหลุมรักไอซ์แลนด์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะนอกจากที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่เราหาข้อมูลไว้และตั้งใจว่าจะไปอยู่แล้ว ยังคงมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ของที่นี่อีกหลายจุดตลอดเส้นทางเชื้อเชิญเราให้ออกมาจากรถเพื่อดูความสวยงามของมันได้นานขึ้นอีกนิด

พิกัดทะเลสาบมีวัทน์ (Lake Myvatn): แผนที่ทะเลสาบมีวัทน์ (Lake Myvatn)

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: Námaskarð geothermal area

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

Námaskarð geothermal area เป็นที่ๆ เราเจอรูปตอนเสิร์ชดูสถานที่เที่ยวในไอซ์แลนด์แล้วอยากมาเพราะมันแปลกดี! เหมือนพื้นผิวของดาวอื่นที่ไม่ใช่โลกยังไงยังงั้น ขับรถมาจากทะเลสาบมีวัทน์ (Lake Myvatn) แค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงจุดชมวิว มองไปรอบๆ ก็จะเห็นควันที่กำลังพวยพุ่งมาจากพื้นดิน เราไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้ว สถานที่ที่ให้คนสามารถเดินเล่นรอบๆ ได้นั้นตั้งอยู่ตรงไหน เลยได้แต่ขับรถลงมาจากจุดชมวิวแล้วแอบเลี้ยวเข้าถนนสายเล็กๆ ข้างทางเพื่อเข้าไปดูทิวทัศน์ให้ใกล้ขึ้นอีกนิด ในใจแอบเสียววาบเพราะถนนเส้นย่อยนี้ไม่ได้ดีเหมือนถนนเส้นหลัก กลัวว่าเศษหินจะข่วนรถเป็นรอยเอา เลยขับแบบช้าๆ

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

มาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมดู Námaskarð คือพื้นที่ที่มีความร้อนอยู่ใต้พื้นดิน ตั้งอยู่บนเขาเนามาฟียาทล์ (Namafjall) ซึ่งเชื่อมต่อกับภูเขาไฟคราฟลา (Krafla volcano) ที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ในอดีตเคยระเบิดมาแล้วถึง 29 ครั้ง! แต่ครั้งล่าสุดก็ตั้งแต่ปี 1984 นู่น ด้วยความร้อนพร้อมดินที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้ไม่มีพืชพรรณอะไรสามารถเติบโตได้ นอกจากนี้ยังส่งควันพิษของซัลเฟอร์ที่มีกลิ่นเหม็นขึ้นมาด้วย แต่ก็เป็นการสร้างสรรค์ของธรรมชาติให้พื้นดินมีสีสันและลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจขึ้นมา เสียดายที่เราไปไม่ถึงที่ แต่อย่างน้อยก็ได้ผจญภัยเล็กๆ ในแบบของตัวเองแทน

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: Hverfell volcanic crater

พวกเราหันหลังกลับขึ้นรถ ตั้งใจจะขับยาวไปยังที่พักสำหรับคืนนี้กันเลย แต่ระหว่างทางก็พากันสะดุดตาเข้ากับภูเขาไฟดับแล้วสีดำขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านให้เห็นมาแต่ไกล พวกเราพากันมองตามไม่หยุดในขณะที่รถยังคงขับเคลื่อนไป จนต่างคนต่างก็ค่อยๆ สังเกตเห็นว่ามีมนุษย์ตัวเล็กจิ๋วกำลังเดินบนปากปล่องภูเขาไฟอยู่ด้วย! แฟนเราเป็นสายผจญภัยอยู่แล้ว เค้าเลยบอกว่าขับรถไปดูใกล้ๆ กันเถอะ ส่วนเราก็เป็นพวกขี้กังวล คิดว่าจะขึ้นไปบนนั้นได้ยังไงภูเขาใหญ่ขนาดนั้น ทางต้องชันมากแน่ๆ แต่พอขับรถเข้ามาในทางเลี้ยวจากถนนใหญ่จนถึงตัวภูเขา ก็เห็นมีรถอีกหลายคันกำลังจอดอยู่ แถมมีห้องน้ำให้บริการอีกต่างหาก (แต่เราไม่ได้เข้าเพราะต้องเสียเงิน ฮ่าๆ) จริงๆ แล้วที่นี่เป็นที่เที่ยวไอซ์แลนด์อีกจุดที่สำคัญเลยนะเนี่ย เราพลาดไปได้ยังไงน้าตอนหาข้อมูล แต่ได้มาเจอแบบบังเอิญอย่างนี้ก็เซอร์ไพรส์พวกเราไม่น้อยเลย 🙂

Hverfell volcanic crater

Hverfell volcanic crater

Hverfell volcanic crater

หลายต่อหลายครั้งที่เราได้แต่บอกกับตัวเองทีหลังว่า “แกจะกังวลไปก่อนทำไม?” เพราะพอมาถึงที่จริงๆ มันมีทางขึ้นโดยเฉพาะเลยเพราะหลายต่อหลายคนก็พากันเดินขึ้นผ่านทางนี้กันแล้วทั้งนั้น อีกอย่าง คนไอซ์แลนด์เค้าดูสถานที่ทางธรรมชาติเหล่านี้เป็นอย่างดี และเตรียมพร้อมให้ไว้สำหรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว อาจจะไม่ได้มีบันไดคอนกรีตหรือเคเบิ้ลคาร์คอยบริการให้ขึ้นไปได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราชอบไอซ์แลนด์ ธรรมชาติควรจะถูกรักษาเอาไว้ในแบบที่มันเป็นนี่แหละดีที่สุด แต่แน่นอนว่าเค้าทำทางให้สามารถเดินขึ้นไปได้ง่ายขึ้น และปลอดภัยด้วยการกั้นเชือกไว้ให้อยู่ตลอด เราเห็นคนกำลังเดินขึ้นเดินลงอยู่หลายคนเหมือนกัน พวกเราเลยเอากับเขาบ้าง ทางไม่ได้ชันมากอย่างที่คิดแต่กว่าจะขึ้นไปจนถึงปากปล่องได้ก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน

Hverfell volcanic crater

Hverfell volcanic crater

Hverfell volcanic crater

แน่นอนว่าหายเหนื่อยกันเป็นปลิดทิ้งหลังจากที่ได้เห็นวิวสุดลูกหูลูกตาจากด้านบนเป็นรางวัล แถมเป็นรางวัลใหญ่ซะด้วย เพราะนี่มันคือครั้งแรกในชีวิตที่เราได้เดินขึ้นมาสำรวจภูเขาไฟที่ดับแล้วที่มีขนาดใหญ่มากขนาดนี้! ปากปล่องภูเขาไฟเก่าที่เราเห็นอยู่ตรงหน้านั้นมันทั้งใหญ่ ทั้งลึก ขนาดที่กล้องถ่ายยังไงก็เก็บไม่หมด คนที่กำลังเดินอยู่รอบๆ ก็ตัวเล็กราวกับมด เราเองก็เป็นมดอีกตัวหนึ่งเหมือนกัน มนุษย์มันช่างกระจ้อยร่อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะที่นี่ ประเทศไอซ์แลนด์ยังมีภูเขาไฟที่ยังไม่ดับอยู่อีก 30 ลูก! จากทั้งหมดประมาณ 130 ลูกด้วยกัน ที่ไอซ์แลนด์ไม่มีกองทัพทหาร พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาไม่เคยรุกรานใครก่อน เพราะฉะนั้นพวกเขาย่อมไม่ถูกรุกรานเช่นกัน ภัยเดียวที่ไอซ์แลนด์ต้องคอยตั้งตัวรับมืออยู่เสมอก็คือ ภัยธรรมชาติอย่างภูเขาไฟระเบิดที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นกับภูเขาไฟ Eyjafjallajökull เมื่อปี 2010 โชคดีที่ไม่ได้เป็นการระเบิดครั้งใหญ่มากและไม่มีใครได้รับอันตราย มีการคิดคำนวณออกมาแล้วว่าโดยเฉลี่ยที่ไอซ์แลนด์มีการระเบิดของภูเขาไฟประมาณ 5 ปีครั้ง!

ระหว่างที่ยืนกันอยู่ด้านบน เราสังเกตเห็นนักเดินทางคนนึงหอบกระเป๋าเป้ใบใหญ่ยักษ์ขึ้นมาด้วย เขาต้องโบกรถเที่ยวแน่เลย เพราะไม่งั้นก็ทิ้งกระเป๋าไว้บนรถแบบพวกเราก็ได้ สุดยอด! นี่เราเดินตัวเปล่ายังบ่นเหนื่อยขนาดนี้ ดูวิวจนอิ่มพอสมควรก็บ่นกับแฟนว่าเพิ่งจะขึ้นมาถึงก็ต้องเดินลงกันอีกแล้วใช่ไหม แต่นางมาผิดคาด ชวนให้เดินรอบปากภูเขาไฟต้านลมแรงๆ ของไอซ์แลนด์ต่อ! เราเห็นนักเดินทางที่แบกเป้หนักคนนั้นก็มีกำลังใจอยากฮึดขึ้นมาบ้าง เลยยอมเดิน แต่เป็นการเดินไปบ่นไป พอไปถึงจุดๆ นึงก็ชวนนางเดินกลับ แต่แฟนกลับชวนให้เดินวนครบรอบบนปากภูเขาไฟไปเลย เราโอดครวญตอนแรก แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เดินก็เดินวะ! เปลี่ยนจากการเดินย้อนกลับทางเดิม เป็นเดินเส้นทางใหม่แทน เป็นอันว่าหายใจหอบตลอดทางกันเลยทีเดียว แต่ก็มีอีกสิ่งที่ทำให้ขาทั้งสองข้างของเรายังก้าวต่อไป ตายังคงจ้องมองวิวแบบทวนเข็มนาฬิการอบด้าน มือคอยยกขวดขึ้นมาจิบน้ำอยู่เรื่อยๆ ปากคอยพูด Hello พร้อมรอยยิ้มกลับไปยังนักท่องเที่ยวคนอื่นที่เดินสวนทางหรือเดินนำหน้าพวกเราไป จนหลังๆ พวกเราก็เริ่มเป็นฝ่ายทักทายก่อนบ้าง ซึ่งเราก็จะได้ยินเสียง Hello พร้อมรอยยิ้มกลับมาทุกครั้ง แฟนเราบอกว่าการทำอย่างนี้เป็นการทักทายและเราจะจำหน้าคนที่เราเจอได้โดยเฉพาะเวลาปีนเขา หากมีคนหายขึ้นมา คนอื่นๆ ที่เจอจะได้ช่วยเป็นเบาะแสได้ แต่เราไม่อยากหายไปไหน อยากเดินให้ครบรอบแล้วกลับไปนั่งบนรถสบายๆ แล้ว

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง

จนในที่สุดพวกเราก็เดินครบรอบกันจนได้ ความรู้สึกเหมือนกับการทำอะไรด้วยตัวเองสำเร็จซักอย่าง ความภูมิใจเล็กๆ มันก็ผุดขึ้นมาในใจ พร้อมกับปากที่แห้งและขาที่ชา นักท่องเที่ยวบางคนก็ลุยมาก เดินลงไปสำรวจกันที่ด้านล่างในปล่องของภูเขาไฟเลย ยอมในความลุยของพวกเค้าจริงๆ ส่วนเราก็ไม่เสียแรงจริงๆ ที่เดินมันจนครบรอบภูเขาไฟใหญ่ยักษ์ลูกนี้ ใช้เวลาไปกับมันจริงๆ ไม่ใช่แค่มาแบบทัวร์จีนแล้วก็กลับ พอเดินกลับมารถที่จอดอยู่ตอนแรกที่เห็นก็เหลือให้เห็นอยู่แค่ 2 คันได้ คันนึงของพวกเรา อีกคันน่าจะเป็นของคนที่เราเห็นว่าเดินไปดูที่ก้นภูเขาไฟ ซึ่งเราเพิ่งจะมารู้ชื่อของภูเขาไฟดับแล้วแห่งนี้เอาก็ตอนมานั่งเขียนบล็อกนี่แหละ ที่นี่มีชื่อว่า Hverfell volcanic crater ใครมาเที่ยวไอซ์แลนด์เราแนะนำอย่างแรงกล้าให้มาที่นี่เพราะมันสุดยอดมากจริงๆ อย่าลืมเดินรอบปากภูเขาไฟให้ขาลากด้วยหล่ะ 😀

พิกัด Hverfell volcanic crater ภูเขาไฟที่ดับแล้วขนาดใหญ่ในไอซ์แลนด์: แผนที่ Hverfjall

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: ถ้ำ Grjótagjá

ถ้ำ Grjótagjá

ถ้ำ Grjótagjá

ขากลับพวกเราแวะจอดรถกันอีกที่นึงที่เราเห็นมีคนจอดรถแวะเหมือนกัน เป็นจุดที่มีการแยกตัวของหินจนเกิดเป็นถ้ำขนาดเล็กที่มีบ่อน้ำสีฟ้าใสอยู่ข้างใน บ่อน้ำธรรมชาตินั้นเกิดจากฝนที่ตกลงมาผ่านร่องหินด้านบน เค้าอนุญาตให้เราเดินลงไปดูได้แต่มีป้ายติดไว้ว่าห้ามลงไปว่ายน้ำเล่น! (แต่ที่นี่มีห้องน้ำฟรีนะ ฮ่าๆ)

พิกัด Grjótagjá ถ้ำขนาดเล็กในไอซ์แลนด์: แผนที่ถ้ำ Grjótagjá

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: ที่พักคืนที่สอง Arbot HI Hostel

Arbot HI Hostel

Arbot HI Hostel

Arbot HI Hostel

Arbot HI Hostel

มุมโปรดในโรงแรมยุโรปของเรา exchange box ใครมีอะไรไม่ใช้แล้วก็เอามาใส่ไว้ในนี้ ใครอยากได้อะไรก็หยิบไปได้เลย เป็นการแลกเปลี่ยนกัน

กว่าจะมาถึงที่พักกันก็มืดแล้วมัวแต่ไปเดินรอบปากภูเขาไฟกันมาก่อนหน้านี้ ที่พักคืนที่สองนี้อยู่ไกลมาก ต้องเลี้ยวจากถนนใหญ่มาอีกหลายเลี้ยวเลยกว่าจะถึง พอตกดึกในไอซ์แลนด์ ขับรถต้องระวังกันนิดนึงเพราะมืดมากแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย ไฟเฟยก็คือมีแค่ตามถนนใหญ่เท่านั้น พอไปถึงที่พัก Arbot HI Hostel ก็มีข่าวดีคือเราจองเป็นโฮสเทลไว้แต่พนักงานใจดีอัปเกรดเป็นห้องเดี่ยวให้โดยไม่คิดเงินเพิ่มทั้งๆ ที่เราไม่ได้เอ่ยปากขอก่อนเพราะแทบไม่มีแขกคนอื่นเลย (พวกเราเห็นแขกอีกแค่สองคนในห้องครัวตอนจะทำอาหาร) พวกเราได้แต่บอกขอบคุณ เช็คอินเสร็จเรียบร้อย พนักงานก็ขับรถกลับบ้านทันที เค้าคงนั่งรอเราเข้ามาเช็คอินทั้งวัน ฮ่าๆ

Arbot HI Hostel

มื้อเย็นสุดหรูของเราในไอซ์แลนด์ พาสต้ากับซอสมะเขือเทศแทบทุกวัน ฮ่าๆ อันนี้พิเศษมีทูน่าด้วยนะเออ เหนื่อยๆ มานี่นะ ทำเสร็จปุ๊ป กินหมดปั๊บ!

แปลกดีที่ที่เราไม่ได้ตั้งใจจะไปตั้งแต่ทีแรกกลับทำให้เราประทับใจมากที่สุด ถึงแม้อากาศจะหนาว ฝนจะตก หรือลมจะแรงแค่ไหน เราก็ยอมออกจากรถไปลุยเพื่อที่จะได้เข้าไปใกล้ชิดกับธรรมชาติให้มากที่สุดในช่วง 7 วันที่อยู่ที่นี่ พอขึ้นรถก็เปิดเพลงที่ชอบฟังสบายใจเฉิบ เป็น Road trip ที่สนุกที่สุดเลย วันที่สามเราจะออกเดินทางไปยังปลายทางเมืองเอยิลส์สตาดีร์ (Egilsstadir) แวะเดินป่าในอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull national park) น้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss) Borgarfjardarhofn และวิวตลอดสองข้างทางที่เลเวลความสวยอัพขึ้นแบบรัวๆ จะสวยอย่างที่โม้ไว้แค่ไหน รอติดตามได้ในตอนหน้ากันเลย

Reference:

  • guidetoiceland.is/travel-iceland/drive/
  • www.facebook.com/GeologyChulalongkorn/
  • www.iceland.is/the-big-picture/nature-environment/volcanoes

เรื่อง: ตรีสุคนธ์ จีระมะกร (ตรี)

ฟรีแลนซ์นักแปลอังกฤษ <=> ไทยและนักเขียนคอนเทนต์

อ่านเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองตอนก่อนหน้าได้ที่นี่: เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง ขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน Day 1: จาก Reykjavik ไป Akureyri

อ่านเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองตอนก่อนหน้าได้ที่นี่: เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง ขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน Day 3: จาก Arbot ไป Egilsstadir

 

 

 

 

4 Comments