เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง ขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน Day 3: จาก Arbot ไป Egilsstadir

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง ขับรถรอบเกาะภายใน 7 วัน Day 3: จาก Arbot ไป Egilsstadir

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองวันที่สาม เราออกเดินทางจากเมืองอาร์บอท (Arbot) ไปยังเมืองเอกิลสตาเดียร์ (Egilsstadir) ตื่นมาก็กินคอนเฟลกตอนเช้าให้พออิ่มท้อง แพ็คกระเป๋ากันอีกวันจนเสร็จเรียบร้อยก็ออกเดินทางได้ วันนี้เราจะไปที่เที่ยวไอซ์แลนด์อีกแห่งที่ไม่ควรพลาดนั่นก็คือน้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall) แม้ในไอซ์แลนด์จะมีน้ำตกมากมายหลายแห่งแต่น้ำตก Dettifoss ควรถูกเพิ่มไว้ในรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์ที่น่าไป เพราะได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำตกที่เป็นทรงพลังมากที่สุดในยุโรป!

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park)

อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park)

แต่ก่อนจะไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ ระหว่างทางเราเจอป้ายบอกทางไปยังอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park) พอดี เราก็เลยตัดสินใจแวะเข้าไปดูภายในอุทยานกันเพราะยังไงวันนี้ก็มีเวลาเหลือเฟือ แม้เราแพลนไว้ว่าจะมาเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแห่งนี้ในอีกสองวันข้างหน้าก็ตาม เคยดูในแผนที่แล้วเห็นว่าอุทยานวัทนาโจกุลมีขนาดใหญ่มาก เกือบ 1 ใน 4 ของประเทศเลยก็ว่าได้ มาเจอทางเข้าแบบบังเอิญทั้งทีก็เลยหยุดแวะกันซะหน่อย

ขับรถกันเข้ามาจนถึงจุดต้อนรับนักท่องเที่ยว ด้านหน้ามีป้ายแนะนำเส้นทางเดินป่าภายในอุทยาน Vatnajökull ให้ดูซึ่งมีอยู่หลายเส้นทางด้วยกัน ใช้เวลาตั้งแต่ 1.5 – 2 ชั่วโมงไปจนถึง 6 – 7 ชั่วโมง เราสายขี้เกียจเลยบอกแฟนว่าเลือกเดินเส้นทางที่สั้นที่สุดกัน! ส่วนแฟนสายลุยก็บ่นว่ามันสั้นไป จะเอาเส้นทางที่นานกว่านั้น เถียงกันอยู่ซักพักแต่สุดท้ายก็ปล่อยเลยตามเลย เดินเข้าไปตามทางเข้าตัวอุทยานตามอีกคู่ที่กำลังเดินเข้าไปพอดี

อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park)

พื้นดินค่อนข้างแฉะนิดหน่อยเพราะช่วงนั้นฝนตกปรอยๆ แทบจะทุกวัน ช่วงแรกๆ เป็นพื้นที่โล่ง หญ้าขึ้นไม่รกสูงมาก แถมมีเส้นทางที่ถูกถางหญ้าให้เป็นทางเดินโดยเฉพาะ เลยเดินได้ง่ายๆ แค่ต้องคอยหลบหลุมบ่อของดินที่ยังคงเปียกชุ่มจากฝน แต่หลังๆ เราก็เริ่มระวังน้อยลงเพราะวันนั้นใส่กางเกงสีเทาอ่อน ยังไงก็เปื้อนอยู่ดี ส่วนทัศนียภาพรอบๆ อุทยานนั้นน่าสนใจมาก เพราะมีส่วนของกำแพงหินจากธรรมชาติสีดำขนาดใหญ่ตั้งขนาบอยู่ทั้งสองข้างไปตลอดทางเดิน

อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park)

ค้นหาเพิ่มเติมชั้นหินเหล่านี้มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 100 เมตรและมีชื่อเรียกว่าหุบเขาแอสเบกี้แคนย่อน (Ásbyrgi Canyon) ซึ่งเป็นส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้นในอุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park) ระหว่างที่เดินอยู่ด้านล่าง เราเห็นผู้คนตัวเล็กกะจิ๋วริ๋วกำลังเดินอยู่บนกำแพงหินเหล่านั้นหลายคนอยู่เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเค้าขึ้นไปบนนั้นจากตรงไหนเหมือนกัน

นักธรณีวิทยาประเมินว่าแคนย่อนแอสเบกี้น่าจะเริ่มฟอร์มตัวมาตั้งแต่เมื่อ 8 ถึง 10 ล้านปีที่แล้วหลังยุคน้ำแข็งยุคสุดท้าย การระเบิดของภูเขาไฟใต้ธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล (Vatnajökull glacier) ทำให้เกิดภัยพิบัติน้ำจากธารน้ำแข็งไหลหลากจากแม่น้ำ Jökulsá á Fjöllum ส่งผลให้พื้นที่แห่งนี้กลายร่างเป็นแคนย่อนที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน

อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park)

อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park)

เราที่เดินเล่นในป่าด้านล่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็สังเกตเห็นภูมิทัศน์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากพื้นโล่งๆ ที่ไม่ค่อยมีอะไร ก็เริ่มเห็นก้อนหินขนาดน้อยใหญ่กระจายอยู่ตามทางเดินมากมาย กาลเวลาผ่านไป หินเหล่านั้นก็แปลงร่างเป็นคอนโดสำหรับต้นไม้เล็กใหญ่พากันขึ้นแซมตามซอกต่างๆ จนเต็มเพื่อเป็นที่พักพิง รอบๆ ยังมีต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านและมีใบสีเหลืองขนาดเล็กอยู่บนยอดเป็นส่วนใหญ่ เวลาใบไม้เหล่านี้กระทบกับแสงพระอาทิตย์ยามบ่าย ก็จะสะท้อนแสงระยิบระยับออกมาเป็นสีทองจากธรรมชาติให้เห็น ชวนให้เรายืนจ้องมองอยู่ซักพัก

ตามทางยังมีดอกไม้จิ๋วหลากสีสันที่หน้าตาไม่คุ้นเหมือนดอกไม้ในป่าไทย ชวนให้เราคอยสังเกตดูตลอดทาง มีเห็ดหลายขนาดขึ้นให้เห็นอยู่บ้าง และก็มีเบอร์รีป่ากระจายอยู่จนทั่ว คิดว่านกคงกินเบอร์รีป่านี้แล้วก็บินทิ้งเมล็ดไว้ที่นู่นที่นี่

พอเดินเข้ามาได้ซักพักก็จะเจอกับโซนของป่าทึบที่มีต้นสนขนาดใหญ่สีเขียวขึ้นอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่ม ต้นสนในป่าแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกสปรูซ (Spruce) ลาร์ช (Larch) และไพน์ (Pine) พอได้หลบเข้ามาในร่มไม้นี้ อากาศจะเย็นกว่าข้างนอก แล้วก็ได้สูดออกซิเจนในนี้กันจนเต็มปอด แต่ป่าทึบแบบนี้เป็นเพียงแค่พื้นที่เล็กๆ พื้นที่นึงในป่าเท่านั้น พอเดินออกมาก็จะกลายเป็นป่าโปร่งแบบตอนแรก เดินไปอีกซักพักใหญ่เลยถึงจะเห็นป่าทึบแบบนี้อีกครั้ง เป็นแบบนี้สลับกันไป

อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park)

อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park)

เราเดินตามทางมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้ดูแผนที่เลย จนทางพาเรามาถึงทะเลสาบขนาดเล็กแห่งหนึ่งในป่าที่มีชื่อว่า Botnsjorn ระหว่างทางที่เดินมา เรามีหยุดนั่งพักเหนื่อยกันบ้าง แต่ก็แทบไม่เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่นเลยจนมาถึงที่นี่ที่มีคนกำลังนั่งเล่นดูวิวทะเลสาบกันอยู่ ข้างๆ ไม่ไกลกันมีคนยืนอยู่จุดชมวิวทะเลสาบอยู่ไกลๆ แล้วก็มีคุณลุงอีกคนที่ถือไม้เท้าสำหรับเดินป่ากำลังเดินไปอีกทาง ส่วนเรามานั่งเล่นที่ทะเลสาบแห่งนี้กันซักพัก บรรยากาศที่นี่เงียบสงบมาก

ทะเลสาบ Botnsjorn

 

ทะเลสาบ Botnsjorn

พวกเรานั่งพักที่ทะเลสาบกันแป๊บเดียวก็ออกเดินต่อ แต่เดินไปเดินมากับเจอทางออกเป็นที่จอดรถอีกที่แทน ตอนนั้นเริ่มรู้สึกเหนื่อยกันเพราะน่าจะเดินอยู่ในป่ามาซัก 2-3 ชั่วโมงแล้ว ไม่อยากเดินบนถนนกันต่อ แฟนเราเลยเกิดความคิดที่จะลองโบกรถดู (เป็นครั้งแรกในชีวิต) ตอนแรกเราก็ไม่คิดว่าจะมีคนรับ แต่คิดว่าไหนๆ ก็ต้องเดินบนถนนอยู่แล้ว ลองโบกรถที่ขับผ่านระหว่างที่เดินอยู่ด้วยก็ไม่เสียหาย แต่เดินไปได้ไม่ถึงไหนก็มีรถตู้คันนึงหยุดรถรับเรา

ทะเลสาบ Botnsjorn  

ฮือออ ได้ผลว่ะ! ตอนนั้นดีใจมากเพราะจะได้ไม่ต้องเดินขาลากกลับไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเองแล้ว คนขับลงมาทักทายและถามว่าเรานั่งกันที่ด้านหลังรถตู้ได้ไหมเพราะที่นั่งเต็มหมด เราบอกว่าได้เลย ไม่มีปัญหา ข้างหลังรถเป็นที่เก็บกระเป๋าของพวกเค้า แต่ก็กว้างพอให้เราสองคนนั่งด้วยกันได้สบาย พวกเราแฮปปี้ยิ้มแก้มปริกันตลอดทาง เพราะตื่นเต้นที่การโบกรถครั้งแรกนั้นได้ผล เคยได้ยินแต่คนอื่นเค้าทำกัน ทั้งรถเป็นคนจีนไม่ก็ไต้หวัน คนขับพาเรามาส่งถึงที่เลย เราบอกขอบคุณพวกเขาอีกครั้งก่อนลงรถและโบกมือลา..

พิกัด Ásbyrgi ใน อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park): แผนที่ Ásbyrgi อุทยานแห่งชาติวัทนาโจกุล (Vatnajökull National Park)

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: น้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall)

น้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall)

น้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall)

ไม่ไกลจากหุบเขาแอสเบกี้แคนย่อน เป็นที่ตั้งของที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่เป็นน้ำตกอีกหนึ่งแห่งชื่อว่าน้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall) ในไอซ์แลนด์มีน้ำตกอยู่หลายแห่งแต่ที่นี่เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ เพราะได้ขึ้นชื่อว่าเป็น The most powerful water fall in Europe ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ๆ น้ำตกแห่งนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงพลังที่เค้าว่าไว้จริงๆ เราไม่เคยเห็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เท่ากับน้ำตก Dettifoss มาก่อน มวลน้ำมหาศาลไหลมาอย่างไม่ขาดสายด้วยความเชี่ยว พร้อมไหลลงอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นกลุ่มของไอน้ำกระจายตัวอยู่รอบๆ ตลอดเวลา

น้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall)

 

เบื้องหลังรูปนี้จริงๆ คือเสียวว้าบ ข้างๆ ลึกมาก

น้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall) เป็นน้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำ Jökulsá á Fjöllum ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากธารน้ำแข็งวัทนาโจกุล (Vatnajökull glacier) ที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้ โดยธารน้ำแข็ง Vatnajökull ขึ้นชื่อว่าเป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยกระแสของน้ำตก Dettifoss นั้นสูงถึง 193 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเป็นที่มาของน้ำตกอันทรงพลังเป็นอันดับหนึ่งของยุโรป และเกิดเป็น Jökulsárgljúfur canyon ต่อมา ที่นี่ยังเป็นต้นน้ำของน้ำตก Selfoss และน้ำตก Hafragilsfoss อีกด้วย

พิกัดน้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall): แผนที่น้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall)

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: Lyngás gueshouse ที่พักราคาถูกใน Egilsstadir

Lyngás gueshouse

หลังจากแวะเที่ยวกันที่น้ำตกเดตตี้ฟอสส์ (Dettifoss waterfall) ชื่นชมความยิ่งใหญ่ของน้ำตกแห่งนี้กันจนหนำใจแล้ว พวกเราก็ขับรถต่อไปยังที่พักของเราในวันนี้ในเมืองเอกิลสตาเดียร์ (Egilsstadir) ชื่อว่า Lyngás gueshouse ใครที่เป็นนักท่องเที่ยวสายประหยัดเหมือนกัน แนะนำให้พักตามที่พักราคาถูกในไอซ์แลนด์แบบเราในแต่ละวันได้เลย เพราะเราเทียบราคาจากหลายเว็บไซต์ (เช่น Hostelworld.com, Agoda.com และ Booking.com) แล้วเลือกที่พักราคาถูกที่สุดที่หาได้สำหรับวันนั้นๆ ที่เมืองนี้ ตอนเราหาไม่มีโฮสเทลเลยก็เลยต้องเลือกแบบห้องเดี่ยว

Lyngás gueshouse

เที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเอง: ล่าแสงเหนือ (North light) ที่ไอซ์แลนด์

เช่นเคยพอถึงที่พักปุ๊ป พวกเราก็ทำสปาเก็ตตี้กินกันปั๊ป ตอนที่เรากำลังกินมื้อเย็นกันอยู่ในห้องครัว ก็ได้ยินเสียงแขกจากห้องอื่นเหมือนกำลังเตรียมตัวจะออกไปข้างนอกกัน เราก็คิดในใจว่านี่มันก็ดึกแล้ว 3 ทุ่มได้ พวกเค้าออกไปไหนกันนะ

ถ้าไม่ใช่…

ออกไปล่าแสงเหนือ!

เราได้ยินคำว่าแสงเหนืออยู่แว่วๆ ก็เลยรวบรวมความกล้าถามเค้าไปว่า “ขอโทษนะคะ จะออกไปดูแสงเหนือกันเหรอ?” เค้าบอกว่า “ใช่ ช่วงค่ำๆ แบบนี้เนี่ยแหละเป็นเวลาที่เหมาะที่จะออกไปล่าแสงเหนือมากที่สุด” เรากับแฟนได้ยินก็ตื่นเต้นกันมาก พอกินเสร็จก็รีบเตรียมตัวเพื่อจะออกไปล่าแสงเหนือกันบ้าง ก่อนหน้านี้เราไม่ได้คิดเรื่องแสงเหนือมาก่อนเลย เพราะเรามีเวลาเที่ยวในไอซ์แลนด์กันแค่ 7 วันเท่านั้น ซึ่งคิดว่าคงมีโอกาสน้อยมาก อีกอย่างสภาพอากาศก็ไม่ค่อยเป็นใจเท่าไหร่ด้วย แต่วันนี้ฝนไม่ตกตอนกลางคืน แล้วเราก็โชคดีที่สังเกตเห็นแขกคนอื่นๆ ว่าเค้ากำลังออกไปดูแสงเหนือพอดี มีนักท่องเที่ยวคนนึงบอกกับเราว่า “โชคดีนะ” พวกเราก็ตอบกลับไปว่า “ขอให้โชคดีเช่นกัน” พวกเราขับรถออกมาจากที่พักได้ไม่นานก็ถือว่าออกจากตัวเมืองมาแล้วเพราะเมืองที่นี่เล็กมาก เราออกมาได้ไกลพอที่จะไม่มีแสงไฟในเมืองรบกวนแล้ว กลางคืนวันนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดวงตาเราเบิกกว้างเป็นพิเศษ พยายามมองไปจนทั่วฟ้ามืดๆ ว่าจะโชคดีมีแสงสีเขียวโผล่มาให้เห็นหรือเปล่า เสียงหัวใจเราค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ เราบอกกับแฟนด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นปนกรีดร้องว่า “ใช่ไหมนะ.. ฉันคิดว่าใช่นะ ต้องเป็นแสงเหนือแน่ๆ!” เรารู้สึกเหมือนกับว่าเห็นลำแสงสีเขียวจางๆ บนท้องฟ้าอยู่ไกลๆ จากนอกหน้าต่างรถ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่า จนแฟนหาที่ว่างข้างถนนเพื่อจอดรถแล้วพากันออกไปดู

แล้วมันก็ใช่จริงๆ มันคือแสงเหนือ! สิ่งมหัศจรรย์ที่สรรค์สร้างจากธรรมชาติ เหตุผลหลักๆ ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาที่ไอซ์แลนด์เพื่อสิ่งนี้ เราโชคดีมากที่ได้มีโอกาสเห็นในวันนั้น พวกเราดีใจกันมากจริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษมาก เรายืนกันนิ่งท่ามกลางอากาศหนาวๆ ยามค่ำคืน พากันแหงนหน้าขึ้นไปมองแสงเหนือบนท้องฟ้าอยู่นาน ไม่อยากให้มันหายไปไหน แต่แสงเหนือมีการเคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซักพักลำแสงสีเขียวก็ค่อยๆ เคลื่อนผ่านระยะสายตาเราไปและจางลงเรื่อยๆ กล้องเรากากมากถ่ายรูปตอนกลางคืนไม่ติด (หรือเราตั้งค่าไม่เป็นก็ไม่รู้) ส่วนมือถือเราก็ถ่ายแสงเหนือออกมาได้เบลอมาก ทำให้ไม่มีรูปสวยๆ เก็บไว้กับเค้าบ้างเลย แต่ภาพของแสงเหนือในความทรงจำและความรู้สึกที่มีในตอนนั้นแค่ได้นึกถึงมันก็ชัดเจนพอแล้ว ก่อนหน้านี้เราเคยดูสารคดีเกี่ยวกับแสงเหนือที่ท้องฟ้าจำลองเท่านั้น มันคือฝันที่เป็นจริง เป็นอีกเซอร์ไพร์สสำหรับทริปนี้ที่เราจะไม่มีวันลืม..

พิกัดโรงแรมไอซ์แลนด์ราคาถูกในเมือง  (Egilsstadir): จอง Lyngás gueshouse ได้ที่นี่

Reference:

(มีตังค์เมื่อไหร่จะซื้อกล้องแบบที่ถ่ายติดแสงเหนือสวยๆ ได้)

เรื่อง: ตรีสุคนธ์ จีระมะกร (ตรี)

ฟรีแลนซ์นักแปลอังกฤษ <=> ไทยและนักเขียนคอนเทนต์

อ่านเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองตอนก่อนหน้าได้ที่นี่:

อ่านเที่ยวไอซ์แลนด์ด้วยตัวเองตอนต่อไปได้ที่นี่:

 

 

 

3 Comments