9 วันในศรีลังกาตอนที่ 7 : ชิวๆที่กอลล์

9 วันในศรีลังกาตอนที่ 7 : ชิวๆที่กอลล์

หนีความหนาวบนเขามาชิวๆที่ชายหาดทางใต้ของประเทศกันบ้างดีกว่า มาถึงซะที กอลล์! นั่งตุ๊กๆจากสถานีไปถึงที่พักในราคา 40 บาท ก็มาถึงที่พักที่จองไว้เป็นกระท่อมริมชายหาด ราคาแค่ 300 กว่าบาทต่อคืนเท่านั้น สนใจ จองเลย ➡️ Rosa Shashi Cabanas Hut in Galle กระท่อมถูกสร้างขึ้นในบ้านของเจ้าของที่พักเอง อยู่ติดริมชายหาดด้านหลังบ้านของเค้า มีจำนวนทั้งหมด 2 หลังถ้วนด้วยกัน ฮ่าๆ และมีอีกหลังที่กำลังสร้างอยู่ อยู่นี่เหมือนมีชายหาดส่วนตัวเลย ไม่มีคนเยอะแยะวุ่นวาย แม้จะอยู่ติดกับโรงแรมหรูขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกันก็ตาม บ้านข้างๆมีเรือประมงจอดอยู่ ตอนเย็นๆก็เห็นออกมาเอาแหจับปลา

คลื่นที่นี่สูงมาก! มีธงสีแดงปักอยู่เพื่อแสดงว่าเราไม่ควรออกไปว่ายน้ำเล่นไกลๆ เราเลยออกไปยืนริมๆหาดสู้กับคลื่นซักพัก แรกๆก็สนุกดี หลังๆคลื่นเริ่มจะพาไปไกล เลยถอยไปเล่นหลังโขดหินที่ช่วยให้คลื่นเบาลงบ้างดีกว่า เราเดินไปตามชายหาดมีเปลือกหอยที่ถูกพัดเข้าฝั่งเต็มไปหมด เลยเลือกเก็บมาเป็นของที่ระลึกกลับไทยซะหน่อย เดินไปก็เห็นขยะปะปนอยู่มากมายเช่นกัน ทั้งถุงพลาสติก ขวดน้ำ หรือแม้กระทั่งหลอดไฟ เราเก็บกันแปปเดียวก็ได้ขยะมากองนึง ขยะริมชายหาดนี่มีให้เห็นเยอะจริงๆไม่ใช่แค่ที่นี่ ที่ไทยก็ด้วย อย่างที่เคยเห็นที่สัตหีบ ก็มีฝรั่งคนนึงเดินถือถุงพลาสติกใบใหญ่มาเดินเก็บขยะริมชายหาด แปปเดียวขยะก็เต็มถุงซะแล้ว

ที่นี่มีพระอาทิตย์ตกที่สวยมาก ท้องฟ้าเต็มไปด้วยหลากหลายสีสัน โขดหินเต็มไปด้วยปูน้อยใหญ่วิ่งเล่นกันอยู่หลายสิบตัว มีปูเสฉวนซ่อนตัวอยู่กับเปลือกหอยเดินไปมา ถ้าทุกคนนึกถึงผลที่ตามมาซักนิด ไม่ใช่แค่เพื่อรักษาชายหาดไว้ให้สวยงาม แต่ยังรักษาชีวิตของสัตว์น้ำน้อยใหญ่ในทะเลด้วย พวกเค้าคิดว่าถุงพลาสติกเป็นอาหาร กินเข้าไปแล้วตายออกข่าวก็มีให้เห็นกันบ่อยขึ้น ทิ้งขยะให้ถูกที่ หรือสละเวลาซักหน่อยช่วยเก็บขยะไม่ให้มันถูกคลื่นซัดลงไปในทะเลมากกว่านี้ แต่ที่พักก็น่ารักมาก มีการ recycle ของมาใช้เยอะมาก อย่างเอาหน้าจอทีวีมาตกแต่งตรงที่กินข้าว หรือวางไว้หน้าทางเข้ากระท่อม ทำให้เราไม่ต้องเหยียบทรายเยอะจนเกินไป ตกแต่งสถานที่ด้วยหิน เอาขวดแก้วมาตกแต่งกับเปลือกหอย เราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือริมชายหาดและฟังเสียงคลื่นไปด้วย เราเหนื่อยมาหลายวันแล้ว ได้พักชิวๆ ริมทะเลแบบนี้บ้างก็ดี

ออกไปหาอะไรกินกันดีกว่า เดินดุ่มๆไปก็เจอร้านข้าวร้านนึงคล้ายๆข้าวแกงบ้านเราแต่ให้เราตักข้าวและกับเท่าที่ตัวเองต้องการได้ เปิดหม้อไปเจอแกงปลาที่ดูเผ็ด กินเข้าไปคือนี่แหละ! รสชาติที่ตามหา ฮ่าๆ นี่พิมพ์ไปก็น้ำลายไหลไป อาหารภาคใต้ของเค้านี่จัดจ้านไม่แพ้อาหารใต้บ้านเราเลย และแน่นอนคำถามที่ต้องถาม “Do you have ceylon tea?” คำตอบคือ “yes” ดื่มเข้าไปคือฟิน

เราพยายามโบกรถบัสหลายคันก็ไม่จอดซะที เลยเข้าเมืองด้วยตุ๊กๆแทน อยากตามล่าหาร้านปูราคาถูกที่มีเขียนไว้ใน wikivoyage แต่พอไปถึงปรากฎว่าไม่เจอร้านซะงั้น ระหว่างนั้นก็มีคนศรีลังกาคนนึงเดินเข้ามาทักทาย บอกเราว่าสามารถพาเราเดินไปหาร้านที่มีปูขายได้ บ้านเค้าอยู่แถวนั้นพอดี นางเลยพาเราแวะซื้อชาเป็นของฝากที่บ้านนางขายซะเลย คิดในใจคือ กูว่ากูโดนละ ฮ่าๆ โดนหลอกให้มาซื้อของ แต่เราอยากได้ชาซีลอนอยู่แล้วก็เลยซื้อกลับเป็นของฝากด้วยเลย โดนไป 2 ถุง 3 ร้อย จากนั้นนางก็พาเราเดินไปที่ร้านนึงที่เป็นร้าน Local ที่มีแต่ปูผัดพริกเผ็ดตัวเล็กๆ ไม่โอเคอีก ซักพักก็พาไปร้านเพื่อนของนาง ไม่มีปูมีแต่กุ้ง พยายามจะขายกุ้งให้เรา เราก็ไม่ซื้อ นางเลยพาไปอีกร้านที่เป็นร้าน seafood แต่ราคาแพงมาก ไม่ใช่ปูนึ่งราคาถูกที่เราตามหา เราเริ่มเหนื่อยเพราะเดินไปจนทั่ว เลยบอกปัดว่าขอบคุณมาก แต่ว่าเราคงแวะกินร้านอาหารข้างๆกันนี่แหละ เพราะราคาของร้านนี้แพงเกินไป เลยปลีกตัวออกมาได้ ร้านที่เราแวะเป็นร้านที่ค่อนข้างสะอาด ดูดีมีระดับ ต่างจากร้านอาหาร local ของชาวบ้านที่เคยแวะมา เท่าที่สังเกตุจะเป็นคนศรีลังกาที่แต่งตัวดีๆ สะอาดสะอ้านหน่อย มาทานอาหารที่นี่กันเป็นครอบครัว เราสั่ง pizza กับชาซีลอนมากิน เป็นชาซีลอนแบบซองสำเร็จรูป ราคาแพงแถมยังไม่อร่อยเท่าชาซีลอน 8 บาทที่ร้าน local บนภูเขาอีก แต่พิซซ่าก็อร่อยใช้ได้ ราคาก็ไม่แพงมาก ได้เห็นร้านอาหารอีกแบบ และเห็นบรรยากาศอีกแบบนึงบ้างก็ดี

ที่นี่เป็นเมืองท่า มีสถานที่ที่เรียกว่า Dutch Port เคยเป็นที่ที่ชาวดัตช์มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่กันอย่างจริงจังเพื่อใช้ขนส่งเครื่องเทศและชาจากศรีลังกาทางเรือไปขายในยุโรป ใช้เวลาเกือบ 3 ปีในการเดินทางโดยเรือเพื่อมาที่นี่ และอีก 3 ปีในการเดินทางกลับประเทศ เรือที่ขนชาและเครื่องเทศกลับไปนั้นเปรียบเหมือนดั่งทอง พวกเค้าค้าขายกันจนร่ำรวยและสร้างบ้าน อาคารต่างๆสไตล์ยุโรป และ โบส์ถจนกลายเป็นเนเธอร์แลนด์ขนาดย่อมๆ แต่ปัจจุบัน กาลเวลาผ่านไป อาคารใหญ่ๆได้กลายเป็นโรงแรม โบส์ถถูกปิดตัวลง และบ้านหลังเล็กๆถูกแปลงร่างกลายเป็นที่ขายของที่ระลึก งาน handmade ต่างๆมีมากมายให้เลือกซื้อกลับไปเป็นของฝากกัน มีนักท่องเที่ยวเยอะมากในโซนเล็กๆนี้ มี Hostel อยู่เยอะแยะ มีร้านอาหารหรูหราราคาแพงตั้งอยู่มากมาย และเป็นครั้งแรกที่เห็นบาร์ร้านขายเครื่องดื่มที่นี่ ซึ่งต่างจากโซน local ริมชายหาดที่เราอยู่กันมาก และต่างจากโซนตลาดที่ชาวบ้านอาศัยอยู่เช่นกัน เหมือนเป็นโซนสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ไม่คิดเลยว่าจะมีโซนแบบนี้อยู่ในศรีลังกาด้วย.. เราเดินดูของฝากซะเพลิน ก็ไปเตะตาเอาเข้ากับช้างที่ตกแต่งด้วยเครื่ององค์งดงามบนหลังช้างเป็นแบบจำลองของพระเขี้ยวแก้วเล็กๆ เป็นช้างจำลองของงานแห่งพระเขี้ยวแก้วนั่นเอง เห็นแล้วก็ชอบเอามากๆเลยซื้อกลับไปฝากแม่ไว้เป็นศิริมงคลที่บ้าน

เราแวะที่สถานีรถไฟเพื่อถามถึงเวลาที่รถไฟจะออกจากสถานี กอลล์ เพื่อนั่งกลับไปโคลัมโบเราใช้เวลา 2 คืนอยู่ที่กอลล์ เป็นเมืองที่ไม่คิดว่าจะได้มาแต่ก็ทำให้เราประทับใจไม่น้อย เจ้าของร้านข้าวที่เราไปกินทั้ง 2 วันก็น่ารัก ยิ้มแย้มและคอยช่วยเหลือเวลาเราสอบถามเกี่ยวกับที่เที่ยวอย่างดี เราบอกว่า Fish curry ของคุณอร่อยมากๆ คุณแม่เจ้าของร้านได้ฟังเข้าก็ยิ้มจนแก้มปริ “bye bye Galle” ได้เวลากลับแล้ว เราจะจดจำพระอาทิตย์ตกที่สวยจับใจของที่นี่ไว้เป็นอย่างดี..

อ่านก่อนหน้าได้ที่นี่: ตอนที่ 6 : เงียบสงบที่บาดุลลา

2 Comments