9 วันในศรีลังกา ตอนที่ 3 : บ้านต้นไม้ที่สิกิริยา

9 วันในศรีลังกา ตอนที่ 3 : บ้านต้นไม้ที่สิกิริยา

ตื่นแต่เช้า ตี 5 รีบออกไปสถานีรถไฟ ถามเจ้าของบ้านเมื่อวานว่าช่วงเช้าๆน่าจะมีรถตุ๊กๆไหมนะ เค้าบอกว่ามีวิ่งตลอดไม่ต้องห่วง เดินออกมาซักพักก็เจอ นั่งไปซักพักค้นดูในกระเป๋าดันลืมโทรศัพท์ไว้ในห้องพักต้องย้อนกลับไปเอา ทุกอย่างวุ่นวาย ต้องโทรหาเจ้าของบ้านเพื่อแจ้ง แล้วให้ตุ๊กๆบึ่งกลับไปเอาด้วยความรวดเร็ว หลังจากได้โทรศัพท์กลับมาแล้วก็บอกตุ๊กๆว่าให้ซิ่งไปเลยยย จนเราไปทันเวลาพอดี เกือบไปละเรา ไอโฟนยังผ่อนไม่ครบเลยตอนนั้น ฮ่าๆ ซื้อตั๋วปุ๊ปก็แวะไปซื้อขนมปังแถวๆสถานีไว้กินบนรถไฟด้วย เป็นขนมปังไส้กรอกนิ่มๆ บางครั้งเป็นไข่และผัก เราว่าใช้ได้เลย อร่อย ประทังความหิวบนรถไฟได้

รถไฟจาก Colombo ไป Habarana มี 2 รอบต่อวันคือ 6.05 – 11.06 น. และ 21.30 – 3.00 น. ใช้เวลา 5 ชั่วโมงโดยประมาณ พอช่วงที่ใกล้ตัวเมือง Sigiriya เข้าเรื่อยๆ จะเริ่มเห็นหินผาขนาดใหญ่ ต้นไม้มากมาย ฝูงวัวออกมากินหญ้า ไกลขึ้นอีกหน่อย ก็จะเริ่มเข้าพื้นที่ป่าและจะสังเกตุเห็นป้าย ระวังช้าง ⚠️🐘 ข้างทางรถไฟ รถไฟมาถึงเลทนิดหน่อย พวกเราเดินกันออกมาก็จะมีรถตุ๊กๆจอดรออยู่ประมาณ 2-3 คัน เห็นฝรั่งคนนึงถามชาวบ้านว่าจะรอรถบัสที่ไหนได้บ้าง เค้าบอกว่า 1 ชั่วโมงถึงจะผ่านมาที เราชวนมานั่งตุ๊กๆด้วยกัน แต่เค้าเป็น budget traveler ตัวจริง เค้าบอกว่า “รถเมล์ราคาแค่ไม่กี่รูปีทำไมต้องนั่งตุ๊กๆที่ราคาหลายรูปีด้วย” เอ้ยก็จริงของเค้านะ

เราอยากพักที่บ้านต้นไม้เหมือนเพื่อนฝรั่งที่เคยมาพักที่นี่ Sigiri queens rest guest house ต้องระวังตอนจองเพราะจะมีอีกที่ชื่อคล้ายๆกัน อีกที่จะไม่มีคำว่า “rest” สามารถจองได้ที่นี่เลยค่ะ ➡️ Sigiri Queen Rest Guest House Booking ที่พักจะอยู่ใกล้กับ Lion rock ที่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวไปกันเยอะ

ตุ๊กๆบอกราคาเราแพงมากเกือบ 200 บาท เราต่อไปต่อมา ทำท่าเดินหนีบ้างจนเค้ายอมไปใน rate ครึ่งราคา ที่พักค่อนข้างไกล ต้องผ่านป่า ถนนเส้นเล็กๆที่ตัดผ่านมีอุนจิช้างให้เห็นอยู่บ่อยๆ คนขับบอกว่าตอนกลางคืนช้างชอบออกมาเดินหากิน นั่งไปเรื่อยๆก็เริ่มเห็นลิงและนกยูง นกยูงถือเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของที่นี่ แอร์ของ Srilanka Airline ก็ใส่ชุดส่าหรีสไตล์อินเดียที่มีลวดลายนกยูงสีเขียวฟ้าสวยงาม พอถึงที่พัก เจ้าของ guest house ต้อนรับด้วย welcome drink mixed fruit shake ไปอี๊ก รสชาติป่ะแล่มไปหน่อย น่าจะเป็นมะละกอ แตงโม สับปะรด เพราะนั่นเป็นผลไม้เพียงไม่กี่อย่างที่เห็นมีขายตามร้านข้างทางที่นี่ เราจองห้องพักในราคา 500 บาทต่อคืนซึ่งรวมอาหารเช้าแล้ว

เจ้าของถามว่า what is your plan? เราบอกไปว่าอยากไปที่ Minneriya National Park เพื่อไปดูช้างในป่า เค้าบอกว่าสามารถติดต่อให้ได้ ราคาตกอยู่ที่คนละ 6,750 รูปี (หาร 5) = 1,300 บาท รวมค่าตั๋วเข้าแล้ว ซึ่งถูกว่าตอนที่เคยค้นหาหลายเจ้าตามอินเตอร์เน็ต แล้ว Jeep car เค้าก็จะขับมารับเราถึงที่นี่ เลยตอบตกลงไป เจ้าของก็เสนอว่าถ้าหากอยากทานข้าวเย็นที่นี่ เค้ามีบริการในราคาชุดละ 100 บาท ที่พักเราอยู่กลางป่าขนาดนี้ กลับมาจากไปอุทยานน่าจะเหนื่อย เราเลยคิดว่าทานอาหารเย็นที่นี่ดีกว่า ก็ตอบตกลงไป

ดูรูปในอินเตอร์เน็ตเห็นช้างเยอะมากหลายตัว เราเลยคาดหวังเอาไว้สูงมากว่าจะได้เห็นแบบนั้นบ้าง รถค่อยๆขับเข้าไปในป่า เจอลิง และเจอนกยูงบ่อยมาก จนเราไม่ตื่นเต้นกับมันอีกต่อไปแล้ว มนุษย์เอ๋ยมนุษย์

ถนนที่นี่เป็นถนนเส้นเล็กๆและไม่ได้มีการปูคอนกรีต เป็นพื้นดินทราย ไม่ทำลายธรรมชาติเราว่าดี ขับลึกไปเรื่อยๆก็เริ่มไปที่บึงขนาดใหญ่กลางอุทยานที่เป็นแหล่งอาหารของสัตว์น้อยใหญ่ ในภาพที่เคยเห็นช้างน่าจะออกมากินน้ำแถวนี้กัน แต่วันนี้กลับไร้วี่แวว เห็นเพียงแค่นกหลายชนิดบินผ่านไปผ่านมาเท่านั้น คนขับรถบอกว่าเมื่อวานเห็นช้างตั้ง 50 ตัวได้ แต่วันนี้กลับดูท่าไม่น่าจะเห็นซักตัว เราเริ่มคอตก ผิดหวัง คิดว่า ขอเห็นซักตัวก็ยังดีน้า รถขับผ่านบึงขนาดใหญ่ไปซักพัก ก็เจอกับรถ Jeep อีก 2 คันที่จอดหยุดอยู่ด้านหน้า พวกเค้าคงเห็นอะไร.. ปรากฎว่าเป็นน้องช้าง กำลังกินใบไม้อย่างเอร็ดอร่อยอยู่หลังต้นไม้ ดีใจมาก ในที่สุดก็ได้เจอแล้ว เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นช้างอาศัยอยู่ในป่าอย่างแท้จริง เรายิ้มดีใจกับภาพที่อยู่ตรงหน้า ยืนจ้องมองช้างตัวนั้นอยู่นานสองนาน คนขับถามเราว่า ok? แฟนเราบอก ok ไว้ ขับเพื่อไปเจอตัวที่สองกันเลย เราคิดในใจว่า คงไม่เห็นแล้วมั้ง น่าจะเห็นแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นหล่ะ.. เราเลยขับรถไปใกล้ๆฝูงควายป่าเกือบร้อยตัวข้างหน้าที่กำลังกินหญ้าอยู่ใกล้กับบึงน้ำแทน..

คนขับถามว่า ok? เราตอบ ok และรถก็เดินหน้าต่อไป.. สบายใจละได้เห็นช้างแบบที่ตั้งใจไว้ละ แต่พอขับรถไปได้ซักพัก.. ก็ได้เห็นช้างตัวหนึ่งที่กำลังกินหญ้าอยู่ไกลๆ กลางพื้นดินใกล้กับบึงใหญ่ ภาพที่เห็นมันสวยมากจนทำให้เราน้ำตาคลอ ความตั้งใจที่อยากจะมาเห็น และโชคดีได้เห็นถึง 2 ครั้ง เค้ากำลังกินหญ้าและเดินก้าวเล็กๆไปเรื่อยๆ เราจ้องมองเค้าอยู่นานไม่ละสายตา เห็นถึงอิสระที่เค้ามีแล้วสงสารช้างที่ไม่ได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตอิสระ หากินเองในป่าแบบนี้ ช้างที่คนเลี้ยงเพื่อให้นักท่องเที่ยวนั่งชมวิวก็ยังมีให้เห็นอยู่ที่นี่ แถมยังถูกล่ามโซ่ไว้อีก เราเห็นครั้งนึงที่ช้างถูกโซ่ล่ามไว้ที่ขา 2 ข้างด้านหลังจนสามารถก้าวได้เพียงก้าวเล็กๆเท่านั้น ต้องไปตามทางที่ควานช้างใช้เหล็กแหลมจิ้มบังคับ แต่ช้างตัวนี้ที่เรากำลังจ้องมองอยู่กำลังกินหญ้าในป่าอย่างอิสระ อยากเดินไปไหนก็ได้ตามใจ เราเห็นถึงความสุขของเค้า 🐘💚 มองไปด้านหลังเห็นเป็นเงาเล็กๆไกลๆที่ค่อยใกล้เข้ามา นับรวมทั้งหมดเป็นช้าง 8-9 ได้ มีช้างตัวเล็กๆอีก 2 ตัวอยู่ด้วย 🙂 แฟนเราพูดติดตลกตั้งแต่เข้ามาในอุทยานใหม่ๆว่าอยากเห็นซัก 2 ตัว ตัวนึงเป็นแม่ช้าง อีกตัวนึงเป็นลูกช้าง ตอนนั้นคือขำให้กับความคิดนั้นและคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ แต่ในที่สุดเราก็ได้เห็นแบบนั้นจริงๆ 🐘🐘🌳 เรายังคงจับจ้องไม่ละสายตาไปไหน อยากจะนั่งรอจน 7-8 ตัวข้างหลังเดินมาใกล้ขึ้นจนเราเห็นได้ชัดขึ้น แต่ฝนเริ่มตกลงมา คนในรถคันอื่นๆเริ่มหลบตัวเข้ารถ คนขับรถถามว่าให้เอาผ้าใบปิดเลยไหม แต่เราก็ยังสู้ ยังไม่ให้ปิด ยืนตากฝนต่อไป แต่พอเริ่มตกหนักเข้า และหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ถึงเวลาที่ต้องปิดผ้าใบ ลาช้างป่าอิสระเหล่านั้นและเดินทางกลับ

วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยมาก ตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อมานั่งรถไฟ ลุยจนถึงเย็น ร่างกายล้ามากจนหลับตลอดทาง แม้รถ Jeep จะโยกตลอดเวลาเพราะดินโคลน เมื่อถึงที่พักฝนตกหนักมาก จนถึงเวลากินข้าว 1 ทุ่มก็ยังไม่หยุดตก อาหารเย็นคืออลังการมาก เป็น Kotti Roti ผัดโรตีสับจานเบอเริ่มแชร์กันกิน 2 คน และน้ำแกงเครื่องเทศไว้ราดทานคู่กัน และมีของหวานคล้ายๆกับขนมหม้อแกงบ้านเรา กินกันจนอิ่มแปร้ คุ้มมากๆในราคาแค่ 100 บาท วันที่สอง อาหารเช้าจัดมาชุดใหญ่ ดาล โรตี มีชาต้อนรับ แยมแตงโมที่เจ้าของทำเอง Samosa และแป้งสอดไส้ถั่วทอด กินจนอิ่มหนำสำราญเสร็จก็เดินสู้เเดดเพื่อไปที่ Lion rock กัน

เดินไปเรื่อยๆก็มีตุ๊กๆคันหนึ่งจอดและถามเราว่าจะไปไหน เราบอกจะไป Lion rock ซึ่งเค้าจะไปแถวนั้นพอดี ให้ติดรถขึ้นมาได้ฟรีเลย ตอนแรกก็คิดว่า เห้ยเค้าจะให้เราขึ้นฟรีจริงๆหรอ แต่ปรากฏว่านางมาส่งฟรีจริงๆ ระหว่างทางผ่านมุมนึงเป็นที่ที่มีรถบัสจอดเยอะๆก็คิดว่าคงจะเป็นที่นี่ที่เราจะต้องนั่งรถบัสไปเมืองต่อไป Kandy ในวันพรุ่งนี้ ค่าตั๋วเข้าที่นี่แพงมากคนละ 1,000 บาทได้ แต่ที่เราเคยฟังประวัติมาเราว่าน่าสนใจ ที่นี่เป็นมรดกโลก จากการที่เราจองตั๋วมาศรีลังกาได้ไม่นาน รายการโปรดของเรา “หนังพาไป” ก็มีตอนที่มาศรีลังกาพอดี ➡️ Lion rock หนังพาไป ❤️ ซึ่งเล่าประวัติคร่าวๆว่า มีเจ้าชายองค์นึงที่ได้ฆ่าพ่อของตนเองเพื่อแย่งชิงราชสมบัติ แล้วมาสร้างพระราชวังราวกับสวรรค์ไว้ที่นี่ เพื่อหลบหนีความผิดจากพี่ชายของตน มองหาหินผาใหญ่ที่เหมาะสมเป็นที่ซ่อนตัวและเพื่อมีชัยในสมรภูมิรบได้ แต่มีอยู่วันหนึ่ง เสวยสุขอยู่ได้ไม่นานนักก็ต้องลงจากเขามาสู้รบกับพี่ชายที่มาแก้แค้นให้บิดา จนใกล้แพ้ก็ได้กลับขึ้นไปบนเขาและฆ่าตนเองตายบนยอดของเขาแห่งนี้..

ทางเข้าจะมีไกด์เข้ามาเสนอเป็นไกด์ส่วนตัว ราคาอยู่ที่ 400 บาท พยายามเล่าเรื่องให้เราฟังเพื่อดึงดูด พอเราขอต่อราคา เค้าก็ถามกลับว่าอยากให้เท่าไหร่  อีกใจอยากมีไกด์จะได้รู้เรื่องราวรายละเอียดของที่นั่นมากขึ้น แต่อีกใจก็อยากเดินชิวๆไปไหนก็ไป แวะตรงไหนก็ได้ ไม่ต้องเร่งรีบ เราเลยปฏิเสธไป ระหว่างทางที่ขึ้นมาจะเป็นบันไดขั้นเล็กๆ จุดหนึ่งจะเป็นภาพวาดบนหินที่ถูกตัดหน้าหินออกไปให้เหลือเป็นพื้นที่สีขาวเพื่อวาดรูปได้ เป็นรูปของนางอัปสร เหล่านางสนมของวังที่นี่ในสมัยก่อนซึ่งไม่อนุญาตให้เราถ่ายรูป ให้ดูได้แค่ตาและเก็บไว้ในความทรงจำเท่านั้น

เราเดินสู้กับแดดพร้อมกับน้ำขวดใหญ่ 1 ขวดบอกเลยว่าไม่พอ ใครจะไปที่นี่ให้ใส่หมวกกันแดด ทางที่ดีพกอะไรนิดหน่อยๆขึ้นไปกินด้วย เดินไปเรื่อยๆจนถึงยอดแรกจะเป็นหินที่ถูกสลักให้เหมือนเท้าของสิงห์อยู่ เป็นมุมฮิตที่ทุกคนจะถ่ายรูปกัน และจะมีน้ำก๊อกอยู่มุมนึงที่ทุกคนจะเดินตรงดิ่งไปที่นั่นเพื่อล้างหน้าล้างตัวแก้ร้อน เดินขึ้นบันได้ไปอีกหน่อยก็จะถึงจุดสูงสุด ที่ที่เคยถูกสร้างเป็นปราสาทเอาไว้แต่ตอนนี้เหลือให้เห็นแค่ฐานเท่านั้น พี่เห็นคู่รักคู่นึงหยิบกล้วยขึ้นมากิน พี่เจ็บจี๊ดดดด คงจะหวานอร่อยน่าดู เพราะตอนนั้นเหนื่อยล้ามากจากการปีนขึ้นบันไดมาตลอดทาง น้ำก็จะหมดอีก แต่วิวข้างบนสวยมากคืออึ้งอ่ะ มองไปทางไหน 360 องศานั้นคือต้นไม้ทั้งนั้น ที่นี่อุดมสมบูรณ์มากๆ 🌳🌳❤️

ขาลงจะเร็วกว่ามากเพราะทางลัดกว่า ลงมาปุ๊ปสิ่งที่ทำเมื่อเห็นร้านค้าคือซื้อก่อนเลยโค้ก ฮ่าๆ เดินออกไปซักพักก็เห็นร้านอาหารตั้งอยู่เรียงราย สิ่งที่สั่งคือ ไข่เจียวไก่ ฮ่าๆ ณ จุดนี้คือคิดถึงข้าวและอาหารธรรมดาๆมาก หลังจากกินอาหารศรีลังกาต้นตำรับมาหลายวัน แล้วเราก็ซื้อน้ำกลับกัน น้ำเป็นสิ่งจำเป็นมาก ต้องมีไว้ตลอด ที่สังเกตุคือน้ำขวดนึงจะมีราคาติดอยู่ที่ฉลาก 70-80 รูปี ตอนอยู่ที่โคลอมโบโดนคิดแบบบวกเพิ่มตลอด แต่พอมาที่นี่เค้าก็คิดราคาเราตามราคาหน้าฉลาก นี่แหละน้า ความต่างกันของในเมืองกับนอกเมือง…

เรานั่งรถตุ๊กๆกลับที่พักกัน กะว่าจะใช้เวลาช่วงบ่าย พักผ่อน นั่งชิวอ่านหนังสือที่ระเบียงหน้าบ้านซะหน่อย หลังจากที่เหนื่อยเที่ยวหักโหมมาตลอดเกือบ 4 วัน เราแนะนำให้ทุกคนมาพักที่นี่ ตอนเช้าเราเห็นนกยูง 3 ตัวเดินตามกันเข้ามาในบ้าน เจ้าของบอกว่ามากันทุกวัน มาหาของกินที่นี่ มีนกสวยๆหลายหลายสีสันเยอะมาก นั่งมองดูนกบินไปมา ฟังเสียงนกร้อง รอบๆเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว เค้ามีบ้านที่น่ารักมากจริงๆ

ตกเย็น เราตัดสินใจเอาชนะความขี้เกียจของเราเพื่อไปที่ Pidurangara rock เขาที่อยู่ตรงข้ามกับ Lion rock ที่เราไปมาเมื่อเช้า กะว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกกัน เดินไปอย่างไกลแต่พอใกล้ถึงทางขึ้น เจอหมาตัวนึงเห่ามาแต่ไกล คนกลัวหมาอย่างเราก็ป๊อดเดินหันหลังกลับสิครับ ฮ่าๆ โดนหมากัดกลางป่าแบบนี้ไม่คุ้ม เลยหันไปเดินสวนที่มีเจดีย์เก่าๆข้างๆแทน ยัง เรื่องมันยังไม่จบแค่นี้ หมาศรีลังกาตัวเดิมเพิ่มเติมคือพาเพื่อนมาด้วย นางเดินคู่มาหาเราจย้าาาาา ผมนี่เห็นไม้กวาดวางอยู่ตรงต้นไม้ รีบคว้าไว้เป็นอาวุธป้องกันตัว แกล้งตีขู่ ทำเป็นแกร่ง จนนางถอยห่างไปแต่ก็ยังไม่หนีไปไหน จนต้องถือไม้วิ่งไล่ถึงจะยอมไป ณ ตอนนั้นฟ้าเรื่มมืด ถึงเวลาที่ต้องเดินกลับที่พักกัน สรุปคือเราใช้เวลาช่วงเย็นไปกับการสู้กะหมาศรีลังกา ฮือออออออ เศร้า เขาก็ไม่ได้ขึ้น พระอาทิตย์ตกก็ไม่ได้ดู แต่คิดอีกแง่ก็ไม่เป็นไร ไม่โดนหมากัดก็พอแล้ว อีกอย่างเราออกจากที่พักช้าไปด้วย เพราะตอนที่ไปใกล้ถึงทางขึ้นพระอาทิตย์ก็ใกล้จะตกดินแล้ว (หาข้ออ้างเก่ง) เรากลับมาทันเวลากินข้าวเย็นพอดี เย้ วันนี้เป็นแกงไก่กับข้าวขาว ฮ่าๆ อร่อยมากๆเลยมื้อนี้ ดาล, ผัดถั่ว, แกงกะทิกะหล่ำปลี และ ข้าวเกรียบ ที่พี่กินได้เยอะเลยคือแกงไก่กับแกงกะทิกะหล่ำปลี แกงไก่หอมเครื่องเทศมากๆ 👍🏼

อ่านก่อนหน้าได้ที่นี่: ตอนที่ 2 : ราตรีสวัสดิ์โคลัมโบ

อ่านต่อได้ที่นี่: ตอนที่ 4 : แวะระหว่างทางที่ดัมบุลลา

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.