9 วันในศรีลังกา ตอนที่ 2: ราตรีสวัสดิ์โคลัมโบ

9 วันในศรีลังกา ตอนที่ 2: ราตรีสวัสดิ์โคลัมโบ

วันแรกในโคลัมโบหมดลงอย่างรวดเร็ว เพราะพวกเรามัวแต่หาที่พักกันอยู่นานกว่าจะเจอ ในเว็บไซต์เขียนไว้ว่าบ้านเลขที่ 16 แต่เดินหารอบๆ ก็เจอแต่บ้านเลขที่ 16A แถมเลขที่บ้านที่อยู่ติดกันไม่ได้เรียงต่อกันอีกต่างหาก พอลองถามคนแถวนั้นดู ก็ไม่มีใครรู้จักบ้านหลังนี้เลย

พระอาทิตย์ตก ฟ้าเริ่มมืด อยู่ข้างนอกค่ำๆ แบบนี้ไม่ดีแน่ ฉันลองโทรเบอร์ที่เขาให้ไว้บนเว็บไซต์แต่กลับไปโผล่ต่างประเทศเฉยเลย กะว่าจะส่งอีเมลถาม แต่เห็นอีกเบอร์ที่แนบไว้ในอีเมลพอดี เลยลองโทรดูอีกครั้ง คราวนี้เป็นเจ้าของที่พักรับ โล่งอกไปที! สรุปที่พักของเราก็คือบ้านเลขที่ 16A นั่นแหละ เอะใจอยู่แต่ก็ไม่กล้ากดกริ่งถามตั้งแต่ทีแรก

ลองนั่งรถเมล์ในศรีลังกาครั้งแรก!

 

มื้อแรกในศรีลังกา

 

เจ้าของเปิดบ้านออกมาต้อนรับและแนะนำสถานที่เล็กน้อย พวกเราวางของเสร็จสรรพก็รีบออกไปหามื้อเย็นกินทันทีเพราะต่างคนต่างหิว ร้านแรกที่เห็นเป็นร้านขายพิซซ่า ตกแต่งอย่างดี แต่พวกเราเลือกที่จะเดินผ่าน มาเที่ยวศรีลังกาทั้งทีก็ต้องกินอาหารพื้นเมืองของศรีลังกาสิ! เดินต่อมาอีกนิดก็เจอร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งที่หน้าตาละม้ายคล้ายร้านขายข้าวราดแกงบ้านเรา

มีอาหารวางเรียงรายให้เลือก เป็นโรตีเปล่า แกงต่างๆ และซาโมซ่า (Samosa) หรือโรตีทอดทรงสามเหลี่ยม สอดไส้ด้วยมันฝรั่ง เนื้อไก่บด พริก และพริกไทย แนวๆ อาหารอินเดีย ฉันเลือกกินโรตีคู่กับแกงกะหรี่ไก่ที่แทบมองไม่เห็นเนื้อไก่เลย

อดคิดถึงอาหารไทยไม่ได้ตั้งแต่วันแรก..

ชอบความตกแต่งที่นั่งในรถเมล์ด้วยผ้าลูกไม้ แถมไม่แกะพลาสติกด้วย ใหม่กริ๊บ

เช้าวันต่อมา.. เจ้าของบ้านเตรียมมื้อเช้าไว้ให้เป็นข้าวที่หุงโดยใช้นม เสิร์ฟคู่กับดาลซึ่งเป็นแกงใส่ถั่วแห้ง ฉันลองกินไปได้นิดเดียวก็เปลี่ยนมาชงชากินคู่กับขนมปังทาเนยแทน ชาของเขาอร่อยเลยปลอบใจฉันได้หน่อย

ส่วนแฟนเป็นคนเยอรมัน เขาบอกว่าแม่เขาก็เคยหุงข้าวกับนมแบบนี้ให้กินเหมือนกัน ปกติเขาก็ชอบกินอาหารแนวมังสวิรัติอยู่แล้วด้วย เลยไม่มีปัญหาอะไร แต่ฉันว่าข้าวหุงกับนมรสชาติมันแปลกๆ ข้าวสวยธรรมดาดีกว่าเยอะ แล้วฉันก็ติดกินเนื้อด้วย ท่าทางอาหารที่นี่จะไม่เน้นเนื้อสัตว์

8 วันต่อจากนี้จะเป็นยังไงน้อ…

ลองนั่งรถเมล์ในศรีลังกาครั้งแรก!

 

วัดเกลานี (Kelaniya Temple)

 

ที่เที่ยวศรีลังกาที่แรกที่เราไปคือวัดเกลานี (Kelaniya Temple หรือ Kelaniya Raja Maha Vihara) วัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวศรีลังกา ในพงศาวดารเก่าแก่ของศรีลังกาได้บันทึกไว้ว่าพระพุทธเจ้าเคยเดินทางมาที่ศรีลังกาถึง 3 ครั้ง และครั้งที่สามก็ได้มาที่วัดเกลานีแห่งนี้ด้วย

Kelaniya temple rose, Sri Lanka rose and as it fell, the country and its administration fell.

วัดดั้งเดิมถูกทำลายโดยชาวทราวิฑที่เข้ามาบุกรุกจากทางใต้ของอินเดีย ภายหลังได้รับการฟื้นฟูโดยกษัตริย์ของศรีลังกา แต่ต่อมาก็ถูกทำลายอีกครั้งโดยชาวโปรตุเกส ซึ่งเป็นชนชาติแรกที่เข้ามายึดครองศรีลังกา ยุคต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 17 – 18 ชาวดัตช์เข้ามายึดครองศรีลังกาต่อ ซึ่งทั้งสองชนชาติต่างพยายามนำศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ในศรีลังกา แต่กษัตริย์ของศรีลังกาเองก็ขอบูรณะวัดเกลานีจากชาวดัตช์อยู่หลายครั้ง จนในที่สุดวัดแห่งนี้ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง..

หน้าวัดมีป้ายเขียนบอกไว้ให้ถอดรองเท้าก่อนเข้าไปในวัด

พวกเราอยากลองเดินทางด้วยรถเมล์ในศรีลังกา ถามเจ้าของบ้านได้ความว่าต้องนั่งรถเมล์สาย 135 ไป พวกเราออกมาจากที่พักแล้วหยุดที่ป้ายรถเมล์แรกที่เจอ ลองถามคนที่กำลังรอรถเมล์อยู่ เขาเลยชวนให้ขึ้นรถเมล์ไปพร้อมกันซะเลย ขึ้นไปได้สักพักเขาก็บอกให้เราลงเพื่อไปรอรถที่ฝั่งตรงข้าม

ได้ขึ้นรถเมล์สาย 135 ปุ๊ปก็สบายใจละ แต่แปลกที่ตั๋วรถเมล์กลับเมินพวกเรา ไม่ยอมเข้ามาเก็บตังค์ซะงั้นทั้งๆ ที่คนบนรถก็ไม่เยอะเท่าไหร่ พวกเราพยายามเรียกตอนที่เขาเดินผ่าน บอกชื่อวัดที่จะไปพร้อมยื่นเงินให้ เขาถึงยอมรับเงิน

วัดเกลานีในโคลัมโบ

ชาวศรีลังกาจะพากันถือดอกไม้มาไหว้ต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางวัดเกลานีแห่งนี้

ในยุคโบราณก่อนที่จะมีการหล่อพระพุทธรูป ต้นโพธิ์เป็นเสมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้า

พวกเรานั่งกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ ปรากฏว่ารถเมล์ดันมาจอดที่อู่ซะงั้น ลองถามสาวชาวศรีลังกาที่เพิ่งลงรถเมล์มาด้วยกัน เขาช่วยถามคนขับรถเมล์ให้แล้วบอกว่าพวกเราต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถเมล์สายเดียวกันอีกคันที่จอดอยู่ใกล้ๆ แทน ไม่แน่ว่าอาจจะขึ้นผิดฝั่งตั้งแต่ทีแรก ครั้งนี้เลยเปิดแผนที่ดูถี่ขึ้น พอเห็นว่าใกล้ถึงก็พากันลงเดิน…

อากาศเดือนพฤษภาในศรีลังการ้อนมาก สิ่งแรกที่ทำหลังจากลงรถมาคือหาซื้อโค้กดับร้อนกันคนละขวดจากร้านขายของชำแถวนั้น

วัดเกลานีในโคลัมโบ

ตัววัดทำมาจากหินทราย (Sandstone)

ธรรมเนียมของวัดที่นี่ให้ถอดรองเท้าตั้งแต่ประตูทางเข้าวัดกันเลยทีเดียว พื้นข้างในวัดส่วนใหญ่เป็นทราย อากาศร้อนๆ แบบนี้ทรายก็อุ่นใช่เล่น มองไปรอบๆ จะเห็นชาวศรีลังกาใส่ชุดสีขาวล้วนมานั่งสวดมนต์หรือนั่งสมาธิรายล้อมต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อยู่เต็มไปหมด

วัดเกลานีในโคลัมโบ

เจดีย์สีขาว รูปทรงแปลกตา ตกแต่งด้วยสีของธงศาสนาพุทธที่ใช้กันในศรีลังกา

พวกเราเดินวนรอบต้นโพธิ์ เห็นใบโพที่ร่วงหล่นลงมาก็ขอเก็บไว้เป็นที่ระลึก ทับในหนังสือให้แห้ง เก็บไว้ให้ตัวเองหนึ่งใบ ส่วนอีกใบไว้ให้แม่ ชาวศรีลังกาพากันยืนต่อแถวเพื่อรอรดน้ำใกล้ๆ พระพุทธรูปที่อยู่ใต้ต้นโพธิ์ แล้วพวกเขาก็จะวางดอกไม้สวยๆ ที่เตรียมมาไว้ด้วย ฉันมองดูรอบตัวอย่างสนใจและรู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก

หากบังเอิญไปสบตากับใครเข้า พวกเขาก็จะยิ้มให้..

เทพเจ้าฮินดูในวัดพุทธ

 

ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวัด

หนีร้อนมาพึ่งเย็นภายในอาคารวัดที่ทำมาจากหินทราย เดินเข้าไปข้างในจะเห็นพระนอนที่ผู้คนนำดอกไม้มาวางไว้สักการะ สักพักมีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาชวนพวกเราไปดูมุมเล็กๆ ที่อยู่ติดกันซึ่งมีผ้าคลุมปิดไว้อยู่ เขาเปิดผ้าให้เราดูเทพเจ้าร่างสีฟ้าขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ด้านใน

ชาวศรีลังกานำดอกไม้สวยๆ มาวางไว้สักการะหน้าพระนอน สังเกตได้ว่าที่นี่ไม่ได้ใช้ธูปเทียนอะไรเป็นพิเศษ

หลายครอบครัวพากันอุ้มลูกน้อยเข้ามาสักการะเทพเจ้าที่ตั้งอยู่ติดกัน

ฉันแปลกใจว่าทำไมถึงมีเทพเจ้าฮินดูอยู่ในวัดพุทธด้วย ผู้ชายศรีลังกาคนนั้นก็ใจดีชวนเราไปดู ไม่อย่างงั้นก็คงไม่เห็น ไม่นานก็มีแม่ๆ พากันอุ้มลูกน้อยมาสักการะเทพเจ้าองค์นี้ พวกเขาวางร่างของเด็กไว้บนแท่นสีทองที่วางอยู่ด้านหน้าพร้อมวางเงินถวาย ครอบครัวแล้วครอบครัวเล่าค่อยๆ ทยอยเข้ามาบูชาในแบบเดียวกันให้กับลูกๆ ของพวกเขา

พวกเราหยุดที่ห้องโถงกลางที่มีพระพุทธรูปตั้งอยู่สักพักเพื่อนั่งลงกราบไหว้

ในเดือนมกราคมของทุกปีจะมีการจัดงานแห่พระบรมสารีริกธาตุอย่างยิ่งใหญ่ที่วัดเกลานี เรียกว่า “the Duruthu Perahera”

แท้จริงแล้วเทพเจ้าที่เห็นคือพิเภก (Vibhishana) น้องชายของทศกัณฐ์ในรามเกียรติ์ ผู้เป็นไส้ศึกให้กับพระรามจนถูกทศกัณฐ์ขับไล่ออกจากกรุงลงกา แต่หลังจากที่ทศกัณฐ์ตาย พิเภกก็ได้ครองกรุงลงกาต่อ คนที่นี่สักการะเพราะพิเภกเคยเป็นกษัตริย์ปกครองเกลานี ผู้เฉลียวฉลาดและใฝ่ธรรมะ ไม่เข้าข้างพี่ชายตัวเองที่เป็นฝ่ายอธรรม

บรรยากาศโดยรอบ ภายในวัดเกลานี

พวกเราเดินเล่นรอบๆ วัดเสร็จก็พากันนั่งรถเมล์กลับเข้าเมือง รถขับผ่านตลาดแห่งหนึ่ง พวกเราเลยลงไปสำรวจตลาดที่นี่กัน หน้าตาคล้ายตลาดนัดบ้านเรามาก เต็มไปด้วยแผงขายเสื้อผ้าและของกระจุกกระจิก เดินลัดเลาะไปเรื่อยจนฉันเหลือบไปเห็นไก่ย่างเป็นตัวๆ ที่วางเรียงอยู่หน้ากระจกในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตื่นเต้นดีใจ “นั่นไก่ย่าง” รีบหันไปบอกแฟนว่าแวะกินข้าวที่ร้านนี้กันเถอะ!

หันไปดูชาวศรีลังกาคนอื่นในร้าน พวกเขากำลังกินข้าวด้วยมือเปล่ากันอย่างเอร็ดอร่อย แต่พนักงานเสิร์ฟคงเห็นว่าเราเป็นชาวต่างชาติเลยให้ช้อนส้อมมาด้วย นึกว่าต้องเปิปข้าวด้วยมือซะแล้ว ฉันสั่งเมนู Chicken Biryani หรือข้าวหมกไก่สไตล์อินเดียมากิน อาหารธรรมดากลายเป็นมื้อที่โคตรอร่อยสำหรับฉันหลังผ่านอาหารมังสวิรัติมา 2 มื้อก่อนหน้านี้

บรรยากาศโดยรอบ ภายในวัดเกลานี

อิ่มท้องแล้วก็เดินเล่นต่อได้.. ผ่านร้านรวงมากมายทั้งร้านขายเสื้อผ้า รองเท้า ผ้าขนหนู และของใช้ต่างๆ มีคนจับกลุ่มเล่นกีฬาคริกเกต (Cricket) ตามตรอกซอกซอยอยู่เป็นระยะ พวกเราเห็นรถเข็นขายมะพร้าวอยู่หลายคัน ก็เลยลองซื้อมาชิมรสชาติน้ำมะพร้าวบ้านเขาดูซะหน่อย คนขายก็เฉาะให้เลยเดี๋ยวนั้น แต่รสชาติของน้ำมะพร้าวที่นี่ออกเปรี้ยวซะมากกว่า สู้น้ำมะพร้าวบ้านเราไม่ได้ เนื้อมะพร้าวด้านในก็หนาเชียว ใช้ช้อนกลางตักกินเหมือนที่เคยก็ไม่ได้

แต่มองไปทางไหนก็มักจะเห็นแต่มะพร้าวหน้าตาแบบเดียวกันนี้เต็มไปหมด พวกเขาเลยใช้ประโยชน์จากเนื้อมะพร้าวเป็นส่วนผสมหลักในเมนูอาหารหลายๆ อย่างของศรีลังกา

 

นั่งรถไฟเลียบชายหาดในศรีลังกา

 

วันรุ่งขึ้นพวกเราตั้งใจไว้ว่าจะออกเดินทางจากเมืองโคลัมโบ (Colombo) ไปยังเมืองสิกิริยา (Sigiriya) ด้วยรถไฟกัน ต้นทางคือสถานีรถไฟ Colombo Fort ปลายทางคือสถานีรถไฟ Habarana ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใกล้กับเมืองสิกิริยามากที่สุด

หากใครเดินทางด้วยรถไฟในศรีลังกาเหมือนกัน สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับสถานีรถไฟในศรีลังกาจากแอปพลิเคชัน SL Railway ได้ฟรี ลองโหลดไว้ใช้ดู ช่วยได้ไม่น้อยเลยล่ะ

นั่งรถไฟในโคลัมโบ

วิวจากรถไฟที่วิ่งเลียบชายหาดในศรีลังกา

พวกเราแวะที่สถานีรถไฟในโคลัมโบเพื่อสอบถามเกี่ยวกับตารางเวลา และกะว่าจะซื้อตั๋วรถไฟไปสิกิริยาล่วงหน้าด้วย แต่พนักงานคนขายตั๋วบอกว่าให้ซื้อก่อนขึ้นรถไฟพรุ่งนี้ได้เลย ไม่ต้องจองล่วงหน้า

ถ้าผู้อ่านลองเปิด Google Map ดูก็จะสังเกตได้ว่าสถานีรถไฟจาก Colombo Fort หลายสถานีตั้งอยู่ติดกับชายหาดยาวหลายสิบกิโล..

นั่งรถไฟในโคลัมโบ

อยากนั่งติดหน้าต่างแบบนี้บ้าง

เราเลยปิ๊งไอเดียขึ้นมากระทันหันว่าจะนั่งรถไฟเลียบไปตามชายหาดและดูพระอาทิตย์ตกกัน 🙂 จิ้มไปหนึ่งสถานีเพื่อซื้อตั๋ว เลือกที่นั่งแบบ 3rd class คิดเป็นเงินไทยแค่ประมาณ 5 บาทต่อคนเท่านั้น! ถูกอย่างกะได้นั่งฟรี ยื่นตั๋วให้พนักงานดู เขาก็จะบอกว่าเราต้องไปนั่งรอที่ชานชาลาหมายเลขไหน ที่นั่งบนรถไฟเป็นเบาะ นั่งได้สบาย เบาะหนึ่งนั่งได้ประมาณ 3 คน

นั่งรถไฟในโคลัมโบ

หลังจากรถไฟวิ่งไปสักพัก ฉันก็ค่อยๆ เห็นวิวของทะเลใกล้เข้ามาทุกที ในบางช่วงรางรถไฟนี่อยู่ติดกับทะเลเลย ใกล้มากๆ คนศรีลังกาที่ขึ้นรถไฟผ่านเส้นทางนี้บ่อยๆ เขาคงชินแล้ว แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราที่ได้ลองนั่งรถไฟไปตามชายหาดแบบนี้เป็นครั้งแรก มันคือประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก คนศรีลังกาเองก็มักจะมองออกไปนอกหน้าต่าง ชมความสวยงามของทะเล ให้ลมเย็นๆ ปะทะใบหน้า ฉันแทบไม่เห็นใครมัวแต่ก้มหน้าดูโทรศัพท์เลย

The best things in life are most of the time free to get.

นั่งรถไฟในโคลัมโบ

ระหว่างทางมีทั้งโรงแรม ร้านอาหาร แต่ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านริมทะเลของคนที่นี่ ผู้คนออกมานั่งเล่นริมหาด บ้างก็เล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน เป็นบรรยากาศแบบนี้ให้เห็นตลอดทาง

รถไฟไม่ได้จอดทุกสถานี แล้วก็ไม่ได้จอดสถานีที่เราซื้อตั๋วปลายทางไว้เช่นกัน เราเลยเลือกที่จะลงสถานีต่อไปทันที เพราะไม่รู้ว่ารถไฟจะจอดอีกทีที่สถานีไหน ถ้าไกลเกินไปก็กลัวว่าจะกลับเข้าตัวเมืองลำบากอีก หลังจากที่ลงรถไฟมา ก็ถามพนักงานว่ารถไฟกลับเข้าเมืองรอบสุดท้ายกี่โมง พนักงานบอกว่าอีกแค่ไม่กี่นาทีก็จะเป็นเวลาของรถไฟรอบสุดท้ายแล้ว

พระอาทิตย์บอกลา

พวกเราชั่งใจอยู่สักพักว่าจะนั่งรถไฟกลับเลย หรือไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว แวะไปดูพระอาทิตย์ตกริมทะเลซะหน่อยแล้วค่อยหาวิธีกลับเอาทีหลังก็ได้.. ตอนที่นั่งรถไฟมาตลอดทาง พวกเราเห็นคนศรีลังกาเขาออกมาชิวริมทะเลกันเยอะมาก ก็อยากทำแบบนั้นบ้าง เลยตัดสินใจหันหลังให้กับรถไฟรอบสุดท้าย แล้วไปเดินเล่นริมชายหาดแทน

พวกเราเดินจากสถานีรถไฟไปที่ชายหาดทันตอนพระอาทิตย์กำลังตกพอดี คนศรีลังกาออกมาเดินเล่นที่ริมชายหาดกันเยอะมาก พวกเขาใช้ชายหาดเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อผ่อนคลายกันอย่างแท้จริง บ้างก็เล่นว่าว บ้างก็เตะฟุตบอล แถมมีวัวตัวเป็นๆ มาเดินอยู่ริมชายหาดอีกต่างหาก ส่วนพวกเราก็นั่งลงบนพื้นทราย ให้หน้าปะทะลมทะเล สูดอากาศบริสุทธิ์ และจ้องมองพระอาทิตย์จนลับตา

คนศรีลังกาออกมาเล่นริมชายหาดกันเยอะมาก

รถไฟหยุดให้บริการแล้ว พวกเราเลยเดินไปที่สถานีรถบัสแทน ถามหาว่ารถบัสคันไหนบ้างที่เราจะนั่งกลับเข้าตัวเมืองโคลัมโบได้ ที่นี่รถติดไม่แพ้กรุงเทพเลย กว่าจะกลับเข้าตัวเมืองได้ก็ใช้เวลานานเกือบ 3 ชั่วโมง ในขณะที่รถไฟใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น พวกเราถึงชอบนั่งรถไฟมากกว่าเป็นไหนๆ

รถบัสขับผ่านแถว Galle Face Green ชายหาดในตัวเมืองที่มีร้านอาหารตั้งอยู่ พวกเราหิวกันสุดๆ เลยแวะที่นี่เพื่อหาอะไรกิน ข้างๆ มีโรงแรมหรูตั้งอยู่อย่าง Hilton และ Shangrila เห็นว่าใกล้ๆ กันก็กำลังก่อสร้างอยู่อีกสองสามตึกด้วย

โรงแรมหรูริมทะเลในโคลัมโบ

พวกเราแวะนั่งที่ร้านอาหารริมทะเลร้านหนึ่งซึ่งมีอีกหลายร้านที่ตั้งอยู่ติดกันและขายอาหารหน้าตาคล้ายๆ กันหมด มีกุ้งย่างเสียบไม้วางโชว์อยู่ ฉันก็เลยชี้ไปว่าเอา 1 ไม้ แต่คนขายทำเป็นข้าวผัดกุ้งมาให้จานเบอเริ่มแทน พวกเราหิวมากก็เลยกินกันอย่างรวดเร็วจนอิ่ม

แต่สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างเราอดน้อยใจไม่ได้เลยก็คือ.. ทุกครั้งที่เราจะซื้อเครื่องดื่มจากซุ้มขายน้ำที่ตั้งอยู่ข้างๆ กัน เจ้าของร้านอาหารจะรีบเดินมาที่ซุ้มขายน้ำเพื่อพูดอะไรสักอย่างกับคนขาย แล้วเราก็ได้สไปร์ทมาในราคาเกือบ 30 บาท ค่าอาหารก็น่าจะโดนบวกเพิ่มไปอีก ถ้าเดินเข้าร้านอาหารที่มีเมนูพร้อมราคาให้เห็นแบบชัดๆ ก็คงไม่รู้สึกว่าตัวเองโดนโกงแบบนี้ 🙁

ภาพโฆษณา Colombo Financial City ที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงแรมหรู

ฉันเห็นภาพโฆษณาของโคลัมโบที่เต็มไปด้วยตึกสูง ก็นึกภาพแทบไม่ออกเลยว่าโคลัมโบที่ฉันเห็นในวันนี้จะกลายเป็นแบบที่โฆษณาในอนาคตได้ยังไง และลึกๆ ในใจก็ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย ภาพบ้านริมทะเลของชาวบ้าน ซุ้มอาหารเล็กๆ ตามชายหาด และผู้คนที่ออกมาใช้ชายหาดเป็นพื้นที่สาธารณะมากมาย กลายเป็นภาพจำของโคลัมโบที่ฉันรู้จักและอยากเห็นมากกว่า..

ได้เวลาเรียกตุ๊กๆ กลับที่พัก วันนี้ลุยกันมาตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่ม คุ้มเกินคุ้มมาก ต้องรีบเข้านอนเพราะต้องไปให้ทันรถไฟรอบเช้าตรู่พรุ่งนี้

 

ราตรีสวัสดิ์โคลัมโบ..

 

Reference:

 

อ่าน 9 วันในศรีลังกาตอนก่อนหน้าได้ที่นี่: ตอนที่ 1: ก่อนออกเดินทาง

อ่าน 9 วันในศรีลังกาตอนต่อไปได้ที่นี่: ตอนที่ 3: บ้านต้นไม้ที่สิกิริยา

2 Comments